เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

 
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
Prev คำตอบที่แล้วมา   คำตอบถัดไป Next
  #4  
เก่า 12-01-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


เผาอ้อยทำ 'หิมะดำ' ตกโปรยปราย ซ้ำเติมภัยฝุ่นพิษ PM2.5 พื้นที่กลาง-อีสาน

หลายชุมชนในพื้นที่เพาะปลูกอ้อยกำลังประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขี้เถ้าจากการเผาอ้อยที่ถูกลมพัดลอยไปตกทั่วบริเวณ ดูคล้ายกับหิมะสีดำปกคลุมไปทั่ว สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในท้องที่ ซ้ำเติมความเสี่ยงต่อสุขอนามัยจากมลพิษทางอากาศ ภายหลังเกษตรกรไร่อ้อยจำนวนมากยังคงใช้วิธีการเผาไร่อ้อยในการเก็บเกี่ยว แม้ว่าภาครัฐได้ออกหลายมาตรการเพื่อแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้แล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ดร.พิมพ์พร ภูครองเพชร อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า จากการเผาอ้อยขนานใหญ่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพื่อเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันภายในทันฤดูปิดหีบอ้อยนี้ ทำให้หลายชุมชน รวมถึงชุมชนบ้านเกิดของเธอใน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ได้รับความเดือดร้อนจากเศษขี้เถ้าสีดำจำนวนมหาศาลจากการเผาอ้อยขนานใหญ่ในพื้นที่ ที่ปลิวลงมาปกคลุมบ้านเรือน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างมาก


เศษขี้เถ้าจากการเผาอ้อย //ขอบคุณภาพจาก: Bernetty Aek

"นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลหีบอ้อย ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ราวเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือนมีนาคม ชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากขี้เถ้าจากการเผาอ้อยเป็นอย่างมาก เพราะลมจะพัดเศษขี้เถ้าปกคลุมบ้านเรือน สร้างความสกปรกไปทั่ว ฝุ่นขี้เถ้าที่ฟุ้งกระจายตามลมยังปนเปื้อนอาหารและน้ำดื่มของชาวบ้าน จนทำให้ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่สามารถใช้โอ่งน้ำฝนในการอุปโภคบริโภคได้อีกต่อไปเพราะฝุ่นขี้เถ้าปนเปื้อน" ดร.พิมพ์พร กล่าว

"ฝุ่นขี้เถ้ายิ่งซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นควันการเผาอ้อย ทำให้คุณภาพอากาศในพื้นที่เลวร้ายลง ทวีความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนป่วยและคนชรา"

เธอให้ข้อมูลว่า ชุมชนที่เธออาศัยเพิ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากขี้เถ้าจากการเผาอ้อยในช่วง 2 ? 3 ปีมานี้เท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้พื้นที่บ้านเกิดของเธอยังมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอุตสาหกรรมไม่มากนัก และเกษตรกรไร่อ้อยในพื้นที่ใช้วิธีเก็บเกี่ยวอ้อยสดด้วยแรงงาน

"อย่างไรก็ดีจากนโยบายส่งเสริมการเพาะปลูกอ้อยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้เกษตรกรไร่อ้อยไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อยสดในพื้นที่เพาะปลูกที่ขยายตัวขึ้นมากได้อีกต่อไป อีกทั้งเกษตรกรยังต้องเร่งเก็บเกี่ยวแข่งกับเวลาเพื่อให้ทันระยะเวลาปิดหีบอ้อย เป็นสาเหตุให้เกษตรกรไร่อ้อยส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังคงเลือกที่จะใช้วิธีการเผาอ้อยในการเก็บเกี่ยว แม้ว่าอ้อยไฟไหม้ หรืออ้อยที่เก็บเกี่ยวเกี่ยวด้วยวิธีการเผา จะขายได้ราคาต่ำกว่าอ้อยสดก็ตาม" ดร.พิมพ์พร อธิบาย


ควันไฟลอยหนาจากการเผาไร่อ้อยแห่งนี้ที่ จ.สระบุรี เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์

ไม่เพียงแต่ประชาชนใน อ.ห้วยเม็ก เท่านั้นที่กำลังเดือดร้อนจากปรากฎการณ์ 'หิมะสีดำ' ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า ชาวบ้านหลายพื้นที่ในภาคกลางและภาคอีสาน ที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ก็กำลังประสบกับปัญหาจากขี้เถ้าจากการเผาอ้อยเช่นกัน เพราะเกษตรกรชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการเผาอ้อยในการเก็บเกี่ยว

"อ.ด่านช้าง สุพรรณบุรี ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เผาอ้อยหนักมาก เผามาตลอดเป็นเดือนแล้ว ชาวบ้าน เด็กนักเรียนเดือดร้อนหนัก การเผาอ้อยนอกจากทำให้เกิดอากาศพิษ ฝุ่นจิ๋วพีเอ็ม 2.5 ไฟจากเผาอ้อยยังไหม้บ้านของชาวบ้านด้วย ขณะที่โรงเรียน หิมะดำตกเกลื่อน" ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

เขาชี้ว่า การส่งเสริมเพาะปลูกอ้อยขนานใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำตาล ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลให้การส่งเสริมอย่างเป็นระบบ เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว เพราะแม้ว่ารัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องเคยบอกว่าจะลดการเผาอ้อยด้วยการไม่ซื้ออ้อยที่เผา แต่ความจริงคือการเผาอ้อยยังคงมีต่อไปไม่หยุด

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกนโยบายตั้งเป้าเลิกการเผาอ้อยภายในปี พ.ศ.2565 เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการเผาอ้อย โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ได้แก่

1. กำหนดให้โรงงานน้ำตาลทยอยลดสัดส่วนโควต้ารับซื้ออ้อยไฟไหม้ลงทีละน้อย จนกระทั่งลดโควต้าการรับซื้ออ้อยไฟไหม้จนหมดภายในปี พ.ศ.2565
2. ขยายโครงการส่งเสริมสินเชื่อแก่กลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยเป็นจำนวนรวม 6,000 ล้านบาท
3. ขอความร่วมมือจากโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อย เพื่อลดละเลิกการเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยการเผา

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้ความเห็นว่า มาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น และยังไม่เพียงพอที่จะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างยั่งยืน

ดร.ศิวัช ให้เหตุผลว่า ปัญหามลพิษทางอากาศที่เรากำลังประสบอยู่นี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มีสาเหตุหลักมาจากการวางยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ จนละเลยการปกป้องสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพลเมือง ด้วยเหตุนี้หลายๆนโยบายของรัฐบาลจึงก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ของประเทศอีกครั้ง

"นโยบายการส่งเสริมการเกษตรของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดวิกฤตมลพิษฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้ ดังนั้นภาครัฐจึงควรปรับปรุงนโยบายด้านการเกษตรเสียใหม่ โดยส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกพืชในที่ที่เหมาะสม มีการใช้เทคโนโลยีในการทำเกษตรเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้รัฐบาลควรที่จะออกนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการเปลี่ยนผ่านวิถีการผลิตให้มีความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น" ดร.ศิวัช เสนอ

อนึ่ง จากข้อมูลในรายงานของ ThaiNGO เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ออกแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำตาลอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2557คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งที่ 116/2557 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า (Roadmap) คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และอ้อย

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2558 คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ(กรอ.) ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ.2558-2569) อันมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูก 6 ล้านไร่ และโรงงานน้ำตาลในภาคอีสาน จาก 20 โรงงาน เป็น 30 โรงงาน หรือมากกว่านั้น ภายในปี พ.ศ.2569 จนทำให้พื้นที่เพาะปลูกอ้อยในเขตเหมาะสมในการปลูกอ้อยโรงงานในพื้นที่ 48 จังหวัดทั่วประเทศ (ภาคเหนือ 11 จังหวัด, ภาคอีสาน 20 จังหวัด, ภาคกลาง 11 จังหวัด, และภาคตะวันออก 6 จังหวัด) เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอุตสาหกรรมทั้งหมด 3.78 ล้านไร่ ในปีพ.ศ.2556 ขยายเป็น 4.4 ล้านไร่ ในปี พ.ศ.2558


https://greennews.agency/?p=20064

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
 


กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:21


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2025, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger