![]() |
|
|
|
#1
|
||||
|
||||
|
FloodDuck "เจ้าเป็ดน้อย" แสนดี เตือนภัยก่อนไฟมาดูด ![]() สถานการณ์การเสียชีวิตจากไฟฟ้าดูดในพื้นที่น้ำท่วมนับวันมีตัวเลขเพิ่มขึ้น เป็นภัยแฝงที่น่ากลัวที่มากับน้ำท่วม มีการรายงานขั้นต่ำแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 36 ราย ใน 15 จังหวัด โดยมากเป็นการเสียชีวิตจากถูกไฟฟ้าดูดในวันแรกที่น้ำท่วม และมักจะเสียชีวิตในบ้าน จากการสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น ปั๊มน้ำ สายชาร์จโทรศัพท์มือถือ หรือ อุปกรณ์ที่มีเหล็กเป็นส่วนประกอบ ความจริงแล้วตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไฟฟ้าดูดอาจมากกว่าที่ได้รับรายงาน เนื่องจากการลงพื้นที่พบปะจากชาวบ้านที่ประสบภัยยืนยันว่ามีการเสียชีวิตจากไฟดูดมากกว่าตัวเลขจริงถึง 2 เท่า หรือประมาณ 50 ราย เช่นในพื้นที่บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เพราะบางคนถูกไฟดูดจมอยู่ในน้ำ เวลาไปชันสูตรศพก็จะรายงานว่าจมน้ำ แต่ก่อนจมน้ำคือถูกไฟฟ้าดูดก่อน วิธีป้องกันด้วยการเช็คว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วในบริเวณที่เราจะต้องผ่านหรือไม่แน่ใจที่แนะนำกันคือใช้ไขควงแบบเช็คไฟฟ้าแต่วิธีนี้ทำได้ไม่สะดวก และติดจะรู้สึกไม่สบายใจนักเมื่อน้ำมีระดับความสูงเพิ่มขึ้น นั่นทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อเสียงของ "เป็ดน้อยเตือนภัย" จึงเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยนี้สามารถนำไปลอยน้ำเพื่อตรวจวัดกระแสไฟฟ้ารั่วก่อนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเป็ดน้อยเตือนภัยจะส่งเสียงและมีไฟแดงขึ้นในตัว เมื่อพบกระแสไฟฟ้ารั่ว และสามารถรับกระแสไฟฟ้าได้ในรัศมี 1 ตารางเมตร และความลึก 50 เซนติเมตร ที่มาที่ไปของ เป็ดน้อยเตือนภัย หรือ FloodDuck มีที่มาจากแรงบันดาลใจของ อ.ดุสิต สุขสวัสดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่คิดว่านอกจากไขควงเช็คกระแสไฟฟ้าแล้วอะไรจะเป็นตัวแจ้งเตือนให้คนรู้ว่ามีไฟรั่วในน้ำได้อีก อ.ดุสิตเล่าผ่านเฟซบุคเพจที่ชื่อ FloodDuck ว่า ในเชิงช่างอุปกรณ์ที่เราใช้ตรวจสอบว่าสายเส้นใดมีไฟก็คือไขควงวัดไฟ แต่จะให้ถือไขควงวัดไฟก็จะดูไม่เข้าท่า มันน่าจะมีอะไรดีกว่านั้นไหม เมื่อมองไปในอ่างก็มีเป็ดตัวหนึ่งซึ่งมันลอยอยู่จึงเป็นที่มาของเป็ดเตือนภัยตัวแรกของโลกและนำมาสู่โครงการเป็ดน้อยเตือนภัยในที่สุด ทีมงานและอาสาสมัครผลิตเจ้าเป็ด หลักการทำงานของเจ้า "เป็ดน้อย" FloodDuck หัวใจการทำงานจริงจะอยู่ที่บริเวณด้านล่างของตัวเป็ดน้อย ที่บริเวณด้านล่างประกอบด้วยแท่งตัวนำจำนวน 2 แท่งวางตัวอยู่ห่างกัน ( กรณีนี้ใช้สายไฟหุ้มปลายทองแดง ) ลักษณะเหมือนตะเกียบ ประจุไฟฟ้าจะเดินทางจากปลายข้างหนึ่งไปสู่ปลายอีกข้างหนึ่ง ตะเกียบต้องมีระยะห่างสักประมาณหนึ่ง ทั้งนี้ อ.ดุสิตได้ออกแบบวงจรตรวจจับกระแสไฟฟ้าใส่ลงไป โดยรุ่นแรกที่ออกแบบมาจะมีแต่ไฟเตือน ทีนี้โจทย์ข้อต่อไปคือไฟจะต้องสว่างเมื่อกำลังจะเข้าสู่ย่านที่แรงดันเริ่มจะมีผลต่อร่างกายมนุษย์ ก็เริ่มต้องใช้เครื่องมือวัดซึ่งปริมาณกระแสที่ตรวจสอบได้ในระดับ 1 ใน 1000 แอมป์ ที่แรงดันประมาณ 40 โวลท์ ก็จะเริ่มมีแสงสว่างพอท่ีจะสังเกตได้เมื่อเพิ่มแรงดันตกคร่อมเข้าไปแสงก็จะสว่างขึ้นและดังขึ้น โดยคุณสมบัติข้อนี้นี่เองเจ้าเป็ดน้อยจึงมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งคือสามารถตรวจหาตำแหน่งของแหล่งจ่ายไฟที่อยู่ใต้น้ำได้อีกด้วย ต้นทุนเป็ดหนึ่งตัวอยู่ที่ประมาณ 150-160 บาท โดยขณะนี้มีบรรดานักศึกษา และอาสาสมัครเข้าไปร่วมผลิตเจ้าเป็ดน้อยที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ส่วนวิธีใช้-วิธีดูแลเจ้าเป็ด..ควรทำคันแขวนเอาไว้ถือคล้ายตะเกียงส่องนำทางไปยังจุดหมายที่จะลุยน้ำไป เมื่อใช้เสร็จก็ควรเช็ดให้แห้งและตรวจสอบว่ามีน้ำรั่วเข้าไปบ้างหรือไม่ และสุดท้ายหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าแบตเตอรี่หมดหรือไม่ ขณะนี้เจ้าเป็ดน้อยลอยน้ำได้ถูกส่งมอบให้หน่วยงานต่างๆนำไปใช้ประโยชน์ทั้ง กทม. พนักงานการไฟฟ้าที่ต้องเสี่ยงเข้าไปลุยน้ำตัดไฟให้ประชาชน รวมไปถึงนำไปมอบให้โรงพยาบาลศิริราชด้วย มีเจ้าเป็ดน้อยเตือนภัยก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่งในยามน้ำท่วมทุลักทุเลเวลานี้ จาก ..................... กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#2
|
||||
|
||||
|
"ชุดกันน้ำ" อีกทางเลือกเมื่อต้องลุยน้ำออกมาทำงาน ![]() หลังจากรัฐบาลเป็นห่วงสถานการณ์น้ำทะเลในวันที่ 29 ตุลาคม จะหนุนสูงมากจึงมีมติให้ประกาศวันหยุดราชการในวันที่ 27, 28 และ 31 ตุลาคม ให้ 21 จังหวัดพื้นที่ประสบภัยเป็นวันหยุดราชการพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมการรับสถานการณ์ พร้อมด้วยถ้อยแถลงที่ให้ประชาชนที่พอจะ "หนีกรุง" ได้ ให้พาครอบครัวญาติพี่น้องอพยพ "หนีน้ำ" ออกจากกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตามประชาชนอีกจำนวนมากไม่ได้อพยพ ทั้งยังต้องปักหลักเฝ้าน้ำอยู่บ้าน หรือโกลาหลรับน้ำบ้าง อพยพบ้างในช่วงสัปดาหวันหยุดพิเศษ แต่คำถามที่ตามมาคือ สถานการณ์น้ำยังไม่จบ หมดน้ำทะเลหนุน ยังคงมีน้ำเหนือที่ถูกกักตามคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำทยอยเข้าหลายพื้นที่ บางพื้นที่น้ำค่อยๆหลากเข้ามา ส่วนที่ท่วมแล้วยังเป็นน้ำขังระดับเอวระดับเข่า การอยู่อาศัยอาจทนได้ แต่การ "เดินทาง" เข้าออกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หมด "วันหยุดพิเศษ" แต่ผู้คนต้องกลับมาทำงาน และต้องเผชิญน้ำอย่างหนีไม่พ้น ซึ่งระยะเวลากว่าน้ำจะลดก็ยังร่วมเดือน ยิ่งสภาพน้ำท่วมในกทม.มีลักษณะน้ำผุดตามท่อ บ้านไหนไม่มีเรือ ก็ต้องเดิน หรืออย่างน้อยก็หนีไม่พ้นการเดินลุยน้ำออกมาทำงาน จึงต้องเผชิญทั้งกลิ่น และความเสี่ยงต่อเชื้อโรคต่างๆ บางครอบครัวจะหาคอนโดฯ อพาร์ทเมนท์ ห้องเช่าอยู่ก็ใช่ง่าย วางมัดจำกันล่วงหน้า 3 เดือน ทำให้สภาพบางคนคือกลับไปอยู่บ้าน ที่อยู่อาศัย แต่ยังยากต่อการเดินทางออกมาทำงาน ผลคือคนจำนวนไม่น้อยยังคงหยุดงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่บ้านอยู่รอบนอกของกทม.ฝั่งตะวันตก และตะวันออก บางคนเป็นแรงงานรับจ้างลูกจ้าง ถ้าไม่ออกมาก็ถูกหักเงินเดือนรายวัน ข้าราชการที่จะไปศูนย์ราชการก็เข้าออกลำบากไม่แพ้กัน ขณะที่ปัญหาคือรถรับส่งเป็นจุดๆก็ยังไม่ทั่วถึง ทำให้การเดินทางลุยน้ำออกมาขึ้นเรือหารถเป็นเรื่องลำบาก แต่เมื่อชีวิตยังต้องทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนจึงยังต้องดิ้นกันไป วิธีการที่หลายคนพยายามหาทางออกพาตัวเองออกมาทำงานโดยให้ถูกน้ำท่วมน้อยที่สุด จำนวนไม่น้อยที่พอมีทุนทรัพย์เลือกจะใส่ "ชุดกันน้ำ" แบบมีสายคาดไหล่ (ชุดเอี๊ยม) หรือพูดกันง่ายๆคือ "ชุดมาริโอ้" แบบเจ้ามาริโอ้ในเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเท่าที่เห็นมีเจ้าหน้าที่กู้ภัย ทีมข่าว และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) จำนวนหนึ่งใส่เจ้าชุดกันน้ำแบบเอี๊ยมกันไม่น้อย ชุดกันน้ำที่เห็นใส่กันบ้างช่วงนี้ เป็นชุดที่เห็นบ่อยในหมู่นักตกปลา เมื่อนำมาประยุกต์ก็สามารถใช้ได้ไม่แพ้กัน เพราะชุดกันน้ำพวกนี้ใช้วัสดุเป็นยางพีวีซีค่อนข้างหนา ทนทาน ทำให้ป้องกันของมีคม เศษแก้ว กิ่งไม้ ที่ลอยมาตามน้ำได้ แม้กระทั่งป้องกันปลิงมาเกาะได้ อย่างไรก็ตามชุดอาจจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ก็ปลอดภัยกันน้ำได้มากเมื่อยามต้องลุยน้ำออกมาทำงาน จาก ..................... กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#3
|
||||
|
||||
|
เลือกเครื่องกรองน้ำกลางวิกฤติน้ำท่วม ![]() “น้ำดื่ม” เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิต เพราะหากร่างกายขาดน้ำติดต่อกันเกิน 3 วัน ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่วันนี้ “น้ำดื่ม” กลายเป็นของหายากเพราะผู้คนพากันตื่นตระหนกกักตุน เนื่องจากวิตกว่า ภาวะอุทกภัยที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนทำให้น้ำดื่มหายไปจากชั้นวางขายในห้างสรรพสินค้าจนเกลี้ยง ดังนั้น การ “กรองน้ำ” สำหรับดื่มเอง จึงกลายเป็นทางเลือกในการเตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำดื่มของผู้บริโภค แต่ด้วยคุณภาพของน้ำที่หลายคนเริ่มไม่ไว้ใจ แม้การประปานครหลวงจะออกมายืนยันว่า คุณภาพของน้ำประปายังอยู่ในระดับมาตรฐาน ทำให้การเลือกเครื่องกรองน้ำกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่อาจละเลย ญาตา โล่ห์สวัสดิกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะซิกเนเจอร์ แบรนด์ จำกัด ผู้ทำตลาดเครื่องกรองน้ำคามาร์ซิโอ แนะว่า การเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ควรเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจมาตามท่อน้ำประปา รวมถึงโลหะหนัก คลอรีนและสารอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งเกิดจากการเจือจางของคลอรีนและสารปนเปื้อนในน้ำประปาซึ่งมีมากกว่า 2,000 ชนิด “ขณะนี้ผู้บริโภคให้ความสนใจเรื่องของเครื่องกรองน้ำเป็นอย่างมาก เพราะน้ำดื่มและน้ำใช้เริ่มมีปัญหา ทำให้ทุกบ้านต่างก็ต้องเตรียมน้ำสะอาดสำหรับใช้อุปโภคบริโภค การเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะความสามารถในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งบริษัทฯ เองตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้ และได้ผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค อย่างเครื่องกรองน้ำบางรุ่นมีการเติมแร่ธาตุที่จำเป็นลงไปในน้ำด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคสบายใจว่าจะมีน้ำสะอาดและมีประโยชน์ต่อร่างกายไว้ดื่มต่อไป” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเผย ![]() ส่วนบ้านที่มีเครื่องกรองน้ำอยู่แล้ว จะต้องหมั่นตรวจดูการทำงานของสารกรองและไส้กรองว่ายังมีประสิทธิภาพดีอยู่หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่สารกรองและไส้กรองแต่ละชนิด มีอายุการใช้งานอยู่ที่ 1 ปี จึงต้องหมั่นเปลี่ยนเพื่อให้ระบบกรองมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดักเศษสนิมและผงฝุ่นจากท่อน้ำ สารเคมี คลอรีน กลิ่น สี และดูดซับสารโลหะหนักต่างๆ รวมถึงกรองแบคทีเรีย เพื่อให้ได้น้ำสะอาดเหมาะแก่การใช้มากที่สุด สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะคับขัน ศ.นพ.ดร.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ หัวหน้าหน่วยระบาดวิทยา และผู้อำนวยการสถาบันและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แนะว่า การเตรียมน้ำดื่มในช่วงวิกฤติสามารถทำได้ด้วยการนำขวดพลาสติกใสที่ไม่เก่าและไม่มีรอยขีดข่วน แกะพลาสติกออกจนหมดแล้วนำมาวางแนวนอน เพื่อให้รับแสงอาทิตย์ฆ่าเชื้อโรคสิ่งสกปรกภายในขวด หลังจากนั้นนำน้ำสะอาดมาใส่ขวด 3-4 ขวด เขย่าแรงๆ 20 ครั้ง เพื่อให้อากาศ (ออกซิเจน) ผสมกับน้ำให้ทั่ว เติมน้ำให้เต็มปิดฝาขวดนำไปวางในแนวนอนนำไปไว้บริเวณที่มีแดดจัด ให้ความร้อนจากแสงแดดและออกซิเจนจะทำปฏิกิริยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสและพยาธิ ซึ่งระยะเวลาการนำขวดน้ำไปตากแดด ขึ้นอยู่กับพื้นผิวที่เรานำขวดไปวาง หากเป็นพื้นโลหะใช้เวลาตากแดด 2 ชั่วโมง หากเป็นพื้นกระเบื้องหรือซีเมนต์ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง แต่หากเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก ก็ควรปล่อยทิ้งไว้ 2 วัน จาก ..................... คม ชัด ลึก วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#4
|
||||
|
||||
|
สารพัดโรคภัยที่มากับ "น้องน้ำ" เรื่องที่ทุกบ้านไม่ควรมองข้าม สถานการณ์น้ำท่วม ณ เวลานี้ ยังคงสร้างความเดือดร้อนอยู่มากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านที่ถูก "น้องน้ำ" เข้าท่วมจนข้าวของเครื่องใช้เสียหาย ส่วนบ้านไหนที่ขนของขึ้นที่สูงได้ทัน ก็ถือว่าโชคดีไป แต่นอกจากจะมุ่งความสนใจไปที่การรับมือกับน้ำเพียงอย่างเดียวแล้ว การดูแลสุขภาพให้ปลอดโรคที่มากับน้องน้ำก็เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ทุกๆบ้านไม่ควรมองข้ามเช่้นกัน รอ.นพ. พันเลิศ ปิยะลาศ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคภัยที่มากับน้ำมีหลากหลาย โดยเฉพาะโรคติดต่อและอันตรายที่มากับภาวะน้ำท่วม และหลังน้ำลด เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม โรคระบบทางเดินอาหาร อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ โรคน้ำกัดเท้า และโรคฉี่หนูที่ทำให้มีไข้สูงฉับพลัน และเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก นอกจากนั้นแล้ว ภาวะน้ำท่วมขังเป็นเวลานานๆ ก่อให้เกิดโรคที่มาจากแมลงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย เป็นต้น ความน่าเป็นห่วงข้างต้น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ มีวิธีรับมือกับสารพัดโรคภัยที่แฝงมากับ "น้องน้ำ" มาฝากทุกๆบ้านตามแนวทางที่สามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองดังต่อไปนี้ - บ้านที่มีน้ำท่วมขัง ควรหาหามุ้ง หรือยาทากันยุงติดบ้านไว้บ้าง โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็ก โดยกางนอนทั้งกลางวัน และกลางคืน โดยเฉพาะตอนกลางวัน เป็นช่วงที่ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ออกหากิน - ไม่สวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้น เช็ดตัวให้แห้ง หลีกเลี่ยงการแช่น้ำเป็นเวลานาน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากไข้หวัดใหญ่ และปอดบวม - เลือกทานอาหารที่ปรุงสุก และสะอาด อาหารกระป๋องที่ยังไม่หมดอายุ กระป๋องไม่บวมหรือเป็นสนิม ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำจากขวดที่ฝาปิดสนิท น้ำต้มสุก หลีกเลี่ยงการถ่ายอุจจาระลงในน้ำ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดของโรค - หากไม่แน่ใจว่าน้ำที่เราใช้ดื่มมีความสะอาดเพียงพอหรือไม่ ควรต้มน้ำดื่มให้เดือดเพื่อทำลายเชื้อโรคในน้ำก่อนหรือในส่วนของน้ำใช้ หากไม่แน่ใจให้ใช้ผงปูนคลอรีนทำลายเชื้อโรคในน้ำ โดยคลอรีนสามารถทำลายเชื้อโรคได้มากกว่า 99% รวมทั้ง อี.โคไล (E.coli) และเชื้อไวรัส นอกจากนี้ผงปูนคลอรีนสามารถเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำได้ ซึ่งการใช้คลอรีนอย่างระมัดระวังจะไม่เกิดอันตราย - หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน และป้องกันไม่ให้บาดแผลสัมผัสถูกน้ำโดยการสวมร้องเท้าบู๊ทยาง หากไม่สามารถเลี่ยงได้ควรรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิสซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคที่มากับน้ำ - หากพบอาการระคายเคืองบริเวณตา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดง ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หรือถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาไม่ควรขยี้ตาด้วยมือที่สกปรก อย่าให้แมลงตอมตา และหลีกเลี่ยงที่จะใช้ของร่วมกับผู้ป่วยเพื่อป้องกันการระบาดของโรค - บ้านใครที่มีผู้ป่วยเบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ลมชัก จำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรจัดเตรียมยาประจำตัวของตนเองให้พร้อมอยู่เสมอในภาชนะที่ปิดกันน้ำได้ นอกจากนั้นแล้ว อุบัติเหตุที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วมที่ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน ได้แก่ ไฟดูด จมน้ำ เหยียบของมีคม สามารถป้องกันได้โดย - ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัทเอาท์ตัดไฟฟ้าในบ้านก่อนที่น้ำจะท่วมถึง - เก็บกวาดขยะ วัตถุแหลมคม ในบริเวณอาคารบ้านเรือน และตามทางเดินอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากของมีคมได้แล้ว ยังช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็น งู ตะขาบ แมงป่อง ซึ่งหนีน้ำมาหลบอาศัยในบริเวณบ้านเรือนได้ด้วย "เมื่อต้องเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม อย่างแรกที่ต้องมีก็คือ สติ อย่าตกใจหรือกลัวจนขาดสติ ควรเตรียมตัว เตรียมใจรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ติดตามรายงานของทางราชการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนศึกษาขั้นตอนการอพยพ ระบบการเตือนภัย เส้นทางการเคลื่อนย้ายในกรณีเร่งด่วนครับ" ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพทิ้งท้าย จาก ..................... ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#5
|
||||
|
||||
|
'น้ำดื่ม' ปนเปื้อนเชื้อโรค!! ภัยสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ![]() จากวิกฤติปัญหาน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนจำต้องระมัดระวังตนเองในการบริโภค “น้ำดื่ม” เพราะการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด อาจทำให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคส่งผลให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้ นพ.วิโรจน์ เมืองศิลป ศาสตร์ แพทย์หัวหน้าแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลเวชธานี ให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำสะอาดว่า ลักษณะของน้ำดื่มที่ดีมีคุณประโยชน์กับร่างกายมนุษย์ ควรปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมีและสารอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น มีเชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก สารเคมี โดยจะต้อง ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม เพราะ การที่น้ำมีแร่ธาตุละลายอยู่มากจะช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว นอนหลับ สดใส กระปรี้กระเปร่า ลดคอเลสเตอรอลและจิตใจสงบผ่อนคลาย รวมทั้ง จะต้องมีโครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กเพื่อทำให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างทั่วถึง และนำพาของเสียออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้ “น้ำดื่มที่ดีควรมี ความกระด้างของน้ำปานกลาง โดยมีความเป็นด่างอ่อนๆ มีค่าความเป็นกรดและด่างระหว่าง พีเอช 7.25-8.50 เพื่อช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสียในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภาวะที่สมดุล สุดท้าย มีปริมาณออกซิเจนที่เจือปนอยู่ด้วย โดยจะต้องวัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตรหรือมากกว่า” สิ่งที่จะปนเปื้อนมากับน้ำดื่มได้ นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า จะเป็นเชื้อจุลินทรีย์ ได้แก่ โปรโตซัว เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ไกอาร์เดีย แลมเบลีย และคริปโตสปอรีเดียม สำหรับแบคทีเรีย ที่เป็นเชื้อจุลินทรีย์ขนาดกลาง ได้แก่ อีโคไล, วิบริโอ คอเลอเร, แคมไพโลแบคเตอร์ และซัลโมเนลล่า ส่วนไวรัส เป็นชนิดของเชื้อจุลินทรีย์ที่เล็กที่สุด เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ ตลอดจน มลพิษ ได้แก่ สารเคมี น้ำเสีย น้ำมันเชื้อเพลิงที่รั่วไหล สารมลพิษโดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ สารที่มนุษย์สร้างขึ้นและสารที่เป็นธรรมชาติ สารมลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้นจะถูกนำเข้าสู่แหล่งน้ำโดยโรงงานผลิตของเสียและการจัดการกำจัดมลพิษทางอากาศและอื่นๆ ส่วนใหญ่มักเป็นสารเคมี เชื้อเพลิง หรือสิ่งปฏิกูลจากผลิตภัณฑ์ มลพิษเหล่านี้สามารถทำให้น้ำมีกลิ่นเหม็นและสามารถทำให้เกิดโรคทางร่างกายหรือเสียชีวิตได้ หากบริโภคน้ำดื่มที่ไม่สะอาดมีเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้ปนเปื้อนจะก่อให้เกิดโรค และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น โรคอหิวาตกโรค เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย วิบริโอ คอเลอเร ที่แพร่กระจายอยู่ในน้ำดื่มและอาหาร โดยมีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค และแน่นอนว่าโรคนี้แพร่ระบาดได้โดยการกินและดื่มอาหารและน้ำที่มีแมลงวันตอมและมีเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ รวมทั้งอาหารสุกๆดิบๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระเหลวเป็นน้ำวันละหลายครั้ง แต่ไม่เกินวันละ 1 ลิตร อาจมีอาการปวดท้องหรืออาเจียนร่วมด้วย สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 1-5 วัน แต่ถ้าติดเชื้อรุนแรงจะมีอาการท้องเดิน อุจจาระมากและมีลักษณะอุจจาระเป็นน้ำซาวข้าว มีกลิ่นเหม็นคาว และอุจจาระได้โดยไม่ปวดท้องและไม่รู้สึกตัว สามารถหายได้ภายใน 2-6 วัน หากได้รับเกลือแร่และชดเชยน้ำที่เสียไป แต่หากได้รับไม่พอดีกับที่เสียไปแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการหมดแรง หน้ามืด อาจช็อกได้ การป้องกันทำได้โดยการรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ และดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก รวมถึง รักษาสุขภาพอนามัยด้วยการล้างมือและภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง และ ไม่ควรนำน้ำท่วมมาล้างภาชนะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นอหิวาตกโรค หรือหากติดเชื้อแล้ว ควรพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ต่อมา คือ ไข้ไทฟอยด์ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซาลโมเนลลา ไทฟี ที่อยู่ในน้ำและอาหารเช่นเดียวกับอหิวาตกโรค สามารถแพร่ระบาดโดยการดื่มน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่อได้รับเชื้อนี้เข้าไปจะไม่แสดงอาการทันที แต่จะแสดงอาการหลังจากรับเชื้อประมาณ 1 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัว เบื่ออาหาร มีไข้สูงมาก ท้องร่วง บางรายมีผื่นขึ้นตามตัว แน่นท้อง สามารถหายได้เองภายใน 1 เดือน แต่ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์หลังจากมีอาการแล้ว เพราะอาจจะเสียชีวิตจากภาวะปอดบวมได้ การป้องกันไข้ไทฟอยด์ ทำได้โดยรับประทานอาหารที่สะอาด อยู่ในภาชนะที่สะอาด รวมถึง ล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหารทุกครั้ง และควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจากร้านค้าข้างถนนที่อยู่ในบริเวณที่ไม่สะอาด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรืออีกทางหนึ่ง คือ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์ อีกโรคหนึ่ง คือ โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเซลล์ตับ ทำให้ตับทำงานผิดปกติ โดยไวรัสตับอักเสบที่มาจากภาวะน้ำท่วม คือ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ทำให้สุก “ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดตัวแถวชายโครงขวา และมีปัสสาวะเป็นสีชาแก่ เริ่มมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองในสัปดาห์แรก และจะหายเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์ การปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคตับอักเสบรับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ไม่ใช้แก้วน้ำและช้อนร่วมกับผู้อื่น” ในเรื่องของการดื่มน้ำ นพ.วิโรจน์ ทิ้งท้ายว่า เชื้อโรคนั้นมักปนเปื้อนสู่ร่างกายโดยการบริโภคน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การป้องกัน คือ ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองแล้วนำมาต้มสุก ควรดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ ในกรณีที่มีอาการท้องร่วงจากเชื้อโรคในน้ำที่ดื่ม ควรดื่มน้ำทดแทนอย่างเพียงพอ หรือ ดื่มน้ำเกลือแร่เสริม ในกรณีที่มีอาการท้องเสียรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที. *************************************** เคล็ดลับสุขภาพดี แนะวิธีรักษาอาการ 'ตาแดง' ภัยแฝงที่มากับน้ำท่วม โรคที่มักมากับน้ำท่วมคือ “ตาแดง”ซึ่งพบบ่อยและมีการแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีผู้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และเด็กๆที่ชอบกระโดดเล่นน้ำในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง หากเราไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคตาแดงได้ก็ควรทราบวิธีรักษาอาการเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการและเพื่อความปลอดภัยของดวงตา วันนี้เคล็ดลับสุขภาพมีวิธีดูแลตัวเองหลังจากเป็นโรคตาแดงมาฝากกันค่ะ โดย รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านความเสี่ยง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ความรู้ว่า โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาขาวอักเสบ เป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดเมื่อเกิดน้ำท่วมมาสักระยะหนึ่ง มักเกิดจากเชื้อไวรัสหรือสิ่งระคายเคืองปะปนอยู่กับน้ำท่วมขังซึ่งเป็นน้ำที่ไม่สะอาด โดยอาการของผู้ป่วยจะมีอาการปวด คัน และบวมบริเวณเยื่อบุตาขาว มีอาการกลัวแสง น้ำตาไหล มีขี้ตา อาจมีอาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนที่จะลุกลามไปยังตาอีกข้างหนึ่ง ผู้ป่วยบางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กระจกตาดำอักเสบ เป็นต้น การดูแลตัวเองในเบื้องต้นหากเราติดเชื้อโรคตาแดงแล้ว โดยเราสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการทำความสะอาดบริเวณดวงตา โดยการเช็ด ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดเช็ดขี้ตาออก หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา หรืออาจใช้ยาหยดตากลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น ยาหยดตาคลอแรมเฟนนิคอล แต่หากผู้ป่วยมีอาการคันอย่างมากอาจต้องพบแพทย์เพื่อรับยามารับประทานแก้คัน อย่างไรก็ตามการล้างตาด้วยน้ำยาล้างตาหรือน้ำสะอาดมักจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น หากเราดูแลตัวเองอย่างดีตามขั้นตอนแรกที่เอ่ยไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน โดยมีอาการ เช่น ขี้ตาเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง มีอาการตามัว ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที สำหรับการป้องกันโรคตาแดงที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่าย คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้ฝุ่นละอองหรือน้ำท่วมขังที่สกปรกเข้าตา โดยเฉพาะเด็กๆ ไม่ควรเล่นน้ำในที่น้ำท่วมขัง ถ้าหากฝุ่นละอองหรือน้ำกระเด็นเข้าตาควรรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด หมั่นล้างมือเป็นประจำเพราะมือเราอาจจะเปียกน้ำสกปรกหรือเปื้อนขี้ฝุ่นโดยไม่ตั้งใจแล้วเผลอไปแคะขี้ตาหรือขยี้ตาทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา ทั้งนี้หากเป็นไปได้ควรแยกผู้ป่วยจากสมาชิกอื่นในครอบครัวนาน 2-3 วัน หรือไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค เมื่อทราบแบบนี้แล้วอย่าลืมป้องกันหรือหากติดเชื้อตาแดงแล้วควรดูแลตัวเองด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำไป โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่เราควรดูแลมากเป็นพิเศษเพื่อป้องกันตัวเองและลดการแพร่ระบาดของโรคตาแดงอย่างเคร่งครัด เพราะหากเป็นโรคตาแดงแล้วอาจมีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ต่อดวงตาของเราได้ซึ่งจะเป็นอันตรายในภายหลังค่ะ. สรรหามาบอก - ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ขอเชิญผู้สนใจร่วมงานเสวนาเรื่อง ’ปวดข้อ ปวดกระดูก“ ใน วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554 เวลา 09.30–12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 โรงพยาบาลไทยนครินทร์ บางนา-ตราด กม.3.5 สำหรับ 60 ท่านแรกที่ลงทะเบียนรับบริการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกที่ข้อมือโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สนใจสำรองที่นั่งได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โรงพยาบาลไทยนครินทร์ โทรศัพท์ 0-2361-2727 ต่อ 3042 และ 3056 - แผนกไต โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ยังคงเปิดให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในช่วงภาวะวิกฤติอุทกภัยตามปกติตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังหรือไตวายเฉียบพลันจำเป็นต้องได้รับการฟอกเลือดทุกสัปดาห์ โดยทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ น้ำยาฟอกเลือดอย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการให้บริการรักษาอย่างทั่วถึง พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2711-8272-3 หรือ Call Center โทร. 0-2711-8181 - มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยสามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาโรงพยาบาลราชวิถี เลขที่บัญชี 051 -265547-2 ชื่อบัญชี ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม โดยมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี สอบถามโทร. 0-2354-8108-9 -โรงพยาบาลมนารมย์ เปิดสายด่วนให้คำปรึกษาทางใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2725-9555 ตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น. ภายใต้ ’โครงการมนารมย์ร่วมใจ…ช่วยภัยน้ำท่วม“ โดยได้จัดทีมนักจิตวิทยา และทีมจิตแพทย์อาสาของโรงพยาบาล ไว้พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางใจกับผู้ประสบภัย หรือผู้ดูแลผู้ประสบภัยทางโทรศัพท์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย. จาก ....................... เดลินิวส์ หน้าวาไรตี้ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#6
|
||||
|
||||
|
อาการทางจิตจาก 'เหล้า' ช่วงน้ำท่วม ![]() ผลกระทบทางสุขภาพจากภาวะน้ำท่วม นอกจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทางกายแล้ว สุขภาพจิต ก็เป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจในการดูแลผู้ประสบภัย โดยปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงก็คือ อาการทางจิตที่เกิดจากการหยุดเหล้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อาการทางจิตอันเป็นผลแทรกซ้อนจากการหยุดเหล้าช่วงน้ำท่วมเป็นปัญหาที่พบอยู่ในขณะนี้ มักเกิดขึ้นกับคนที่ติดเหล้า ดื่มเหล้าจนมึนเมาแทบทุกวัน หรือดื่มต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ชาย พอน้ำท่วมไม่สามารถหาเหล้าดื่มได้ ทำให้ต้องหยุดดื่ม อีกทั้งไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องขนของหนีน้ำ อดนอน เครียด ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารไม่ถูกส่วน ขาดเกลือแร่บางตัว อยู่ในที่แออัด ป่วยเป็นไข้หวัด หรือติดเชื้อโรค ประมาณ 3 วันหลังจากหยุดเหล้า จะเริ่มมีไข้ต่ำๆ เพลียมาก สับสนมึนงง คล้ายกับคนที่มีอาการทางจิต จำเวลาสถานที่ไม่ได้ พูดจาไม่รู้เรื่อง มีพฤติกรรมก้าวร้าว ควบคุมสติไม่ได้ เพ้อ เห็นภาพหลอน โวยวาย ได้ยินเสียงแว่ว ถึงขั้นคลุ้มคลั่งทำร้ายตัวเอง และทำร้ายคนอื่น หรืออาละวาดชกต่อยคนอื่น ที่สำคัญคือ อาจมีอาการชักเกร็ง หมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ กรณีเช่นนี้สามารถป้องกันได้ โดยหลักการ คือ ต้องให้คนที่ติดเหล้ารู้ปัญหาของตัวเอง ว่าเขามีความเสี่ยงอย่างไร โดยเขาควรจะนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ถ้ามีอาการข้างต้นควรขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ถ้าอยู่ศูนย์พักพิงควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ได้รับรู้เพื่อที่จะได้หาทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้หากแพทย์ทราบว่ามีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นก็อาจจะให้ยากับคนไข้เพื่อให้สามารถนอนหลับได้ดี ป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมา ที่ผ่านมาตัวหมอเองเคยเจอคนไข้ชายรายหนึ่ง มีอาการอาละวาดในศูนย์พักพิง แต่ในขณะนั้นการคมนาคมยังสะดวกอยู่ทำให้คนไข้รายนี้เข้าถึงการรักษาได้เร็ว แต่ถ้าติดเกาะ หรือติดอยู่ในบ้านหากมีอาการขึ้นมาการช่วยเหลือจะยุ่งยากมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีก 1 รายเป็นผู้หญิง ทำงานบริษัท และเคยเสพยาบ้า ช่วงน้ำท่วมปรากฏว่ามีความขัดแย้งกับสามี อีกทั้งติดต่อลูกไม่ได้ ทำให้เสียใจมาก ก็เลยเสพยาบ้า ทั้งหัวเราะ และร้องไห้ เดินไปเดินมา กรณีข้างต้นเป็นอุทาหรณ์ย้ำเตือนว่า การดื่มเหล้าและใช้สารเสพติด ทั้งที่เกิดจากความเครียดหรือจากสาเหตุใดก็ตามล้วนแต่นำไปสู่ปัญหาทั้งในช่วงเวลาที่เสพและช่วงเวลาที่ขาดสารเหล่านั้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับสิ่งมึนเมา และสารเสพติดทั้งหลาย เลิกได้ขอให้เลิกเลย อย่างไรก็ตามจากปัญหาข้างต้น นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ให้นโยบายบุคลากรของกรมสุขภาพจิตและเครือข่ายเร่งค้นหาผู้มีความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น. จาก ....................... เดลินิวส์ x-ray สุขภาพ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
|
#7
|
||||
|
||||
|
เปิดตัวครั้งแรก"น้องน้ำ" เธอเป็นใคร นิสัยอย่างไร ทำไมทะเลาะกับ "พี่กรุง" ถามว่าวันนี้มีใครไม่รู้จัก "น้องน้ำ" บ้าง ผู้หญิงคนนี้ก้าวเข้ามาสู่ชีวิตทุกคนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว อยู่ดีๆก็โดดเข้ามา และใช้เวลาเพียง1เดือนเศษก็ทำให้คนไทยทุกคนรู้จักเธอ และเรียกเธอว่า "น้อง" แต่ถ้าถามว่า "น้องน้ำ" เป็นใคร มีนิสัยใจคออย่างไร ไม่มีใครตอบได้ ความลึกลับของเธอทำให้ "ดีเอสไอ" ต้องปวดหัว "หมอพรทิพย์" ต้องกลุ้มใจ แต่จากร่องรอยของ "น้องน้ำ" ที่มีอยู่ตั้งแต่ "จดหมาย" ถึง "พี่กรุง". จนถึงการคืบคลานไปตามที่ต่างๆ เราพอสรุปได้ว่า "น้องน้ำ" เป็นใคร และมีนิสัยใจคออย่างไร และนี่คือการเปิดตัวครั้งแรกของ "น้องน้ำ" 1. "น้องน้ำ" เป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกชายหนุ่มชื่อ "กรุง" สลัดทิ้งอย่างไม่ไยดี และไปหลงสาวคนใหม่ชื่อ "ทราย" แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นตามหารักแท้ ไม่ว่า "พี่กรุง" จะเขียนจดหมายขอร้องไม่ให้มา แต่เธอก็ไม่นำพา และเมื่อรักมาก ก็ย่อมแค้นมาก ปรากฏการณ์ "รักจัดหนัก" จึงเกิดขึ้น 2. "น้องน้ำ" เป็นคนชอบการท่องเที่ยว แม้จะแค้นพี่กรุงมากขนาดไหน. แต่นิสัยรักการท่องเที่ยวของเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลง เธอแวะเที่ยวตามจังหวัดต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนครสวรรค์ ลพบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ฯลฯ แม้จะแวะเที่ยวไปทั่วแต่ "น้ำ" ก็ยังคงมุ่งมั่นเช่นเดิม นั่นคือ จะมาหา "พี่กรุง" ...ไม่เปลี่ยนแปลง 3. "น้องน้ำ"เป็นคนรักความสะอาด แม้มีจังหวัดต่างๆให้เที่ยวมากมาย แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะไป "อยุธยา" เพื่อให้ได้ชื่อว่า "ผ่าน อย." แล้ว 4. "น้ำ" เป็นเด็กลูกครึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นใคร แต่ดูจากพฤติกรรมแล้ว ในฐานะคนคุ้นเคย "พระร่วง" ยืนยันว่า "น้ำ" ต้องมีเชื้อสาย "ขอม" อย่างแน่นอน "ขอม"ยุคก่อนชอบ"ดำดิน" แต่ "ขอม" พ.ศ.นี้ ชอบ "ดำท่อระบายน้ำ" 5. "น้ำ" ชอบช็อปปิ้ง และพัฒนารสนิยมตลอด จากที่เคยเดินเล่นที่ "ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต" . เธอก็ขยับมาที่ "เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน" และ "เซ็นทรัลลาดพร้าว" ไม่มีใครรู้ว่าเธอจะยกระดับไป "พารากอน" และ "เซ็นทรัลเวิล์ด" เมื่อไร แถวนั้นรู้สึกว่า "แบรนด์เนม" เยอะจัด "น้ำ" ชอบบบ... 6. "น้องน้ำ" เป็นเด็กฉลาด รักการเรียน ชอบใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ผ่านทั้งธรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ ม.รังสิต เกษตรศาสตร์ ธุรกิจบัณฑิตย์ ฯลฯ แม้แต่ "เอไอที" ก็ยังผ่านมาแล้วเลย 7."น้องน้ำ" อายุเพิ่มขึ้นเร็วมาก ตอนที่ "น้องน้ำ" วิ่งไล่ล่ามหาวิทยาลัย คนส่วนใหญ่คิดว่าเธอต้องอายุประมาณ.18-22ปี แต่พอผ่าน "เอไอที" ก็ชักไม่แน่ใจ เพราะระดับปริญญาโทและเอกอายุอาจจะประมาณ 20 ปลายๆ แต่เมื่อ 2 วันก่อน ทุกคนจึงรู้ได้ว่า"น้องน้ำ"อายุมากแล้ว จาก "ดอนเมือง". เธอเคลื่อนตัวเรื่อยมา จนกระทั่งเข้า "หลักสี่" เราจึงสรุปได้ว่าแท้จริงแล้ว"น้องน้ำ"อายุประมาณ 40 กว่า และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความรักระหว่าง "พี่กรุง" และ "น้องน้ำ" เกิดปัญหาขึ้นมา "น้องน้ำ" อาจหลอก "พี่กรุง" มาตลอดว่าอายุแค่ 20 แต่เมื่อพี่กรุงรู้ว่าแท้จริงแล้วน้องน้ำเลยหลัก 4 พี่กรุงก็เลยพยายามชิ่ง การไล่ล่าหา "รัก" จึงเกิดขึ้น 8. "น้องน้ำ" เป็นคนรัก "แม่" ไม่ว่าจะตะลอนไปเที่ยวที่ไหน. จะตามหารักแท้อย่างไร แต่สุดท้าย "น้ำ" ก็จะกลับไปหา "แม่" "แม่น้ำ" ชื่อ "เจ้าพระยา" จาก ....................... มติชน วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า .... |
![]() |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
| เรียบเรียงคำตอบ | |
|
|