เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 26-02-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


เบื้องลึกเหตุ 'วิปโยค' 'วงแหวนแห่งไฟ' 'ธรณีไหว'จัดหนัก!!



"...ประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลก และกว่า 80% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดขึ้นในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ..."...เป็นส่วนหนึ่งจากเนื้อหาที่มีการระบุไว้ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เป็นเรื่องของ ’วงแหวนแห่งไฟ” และ ’แผ่นดินไหว“

และเกี่ยวพันกับ ’นิวซีแลนด์วิปโยค” ที่เพิ่งเกิดขึ้น...

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 6.3 ริคเตอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณเมืองไครส์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกครั้ง ซึ่งส่งผลเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน อาคาร บ้านเรือน และส่งผลต่อชีวิตผู้คน ซึ่งไม่เพียงคนนิวซีแลนด์ แต่ยังรวมถึงคนชาติอื่นๆ รวมถึงเกี่ยวพันกับคนไทยกลุ่มหนึ่งด้วย

นี่เป็นอีกครั้งที่ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้น ณ จุดหนึ่งของโลก สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วทุกมุมโลก โดยภัยธรรมชาติ “แผ่นดินไหว” นั้น เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่ เกิดการเลื่อน เคลื่อนที่ แตกหัก เกิดการโอนถ่ายพลังงานศักย์ผ่านในชั้นหินที่อยู่ติดกัน

นักธรณีวิทยาประมาณว่า... วันหนึ่งๆ โลกเกิดแผ่นดินไหวราว 1,000 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวที่มีการสั่นสะเทือนเพียงเบาๆ ทั้งนี้ จุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวนั้นมักเกิดตามรอยเลื่อน อยู่ในระดับความลึกระดับต่างๆ ของผิวโลก โดยแผ่นเปลือกโลกแต่ละแผ่นจะหนาต่างกัน บางแผ่นหนาถึง 70 กิโลเมตร บางแผ่น เช่น ส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทร หนาเพียง 6 กิโลเมตร และแผ่นเปลือกโลกแต่ละแห่งจะมีส่วนประกอบทางกายภาพและทางเคมีที่แตกต่างกัน เมื่อเคลื่อนที่แยกหรือชนกัน ก็จะเกิดการสั่นสะเทือนที่รุนแรงมากน้อยต่างกัน

แต่ประเด็นคือ...แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหรือตำแหน่งจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว จะอยู่ที่บริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลก โดยที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจะเกิดรอบๆมหาสมุทรแปซิฟิก

หรือที่เรียกกันว่า ’วงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire)”


กับเรื่องของ “วงแหวนแห่งไฟ” นี้ จากข้อมูลใน วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี โดยสังเขปคือ... วงแหวนแห่งไฟนั้นเป็นบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหว และ “ภูเขาไฟระเบิด” บ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ความยาวรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร วางตัวตามแนวร่องสมุทร แนวภูเขาไฟ และบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก โดย มีภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายใน “วงแหวนแห่งไฟ” ทั้งหมด 452 ลูก

และเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟคุกรุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก

มากในระดับ..กว่า 75% ของภูเขาไฟที่คุกรุ่นทั้งโลก!!

วงแหวนแห่งไฟเป็นผลมาจากการเคลื่อนที่และการชนกันของแผ่นเปลือกโลก แบ่งเป็น :
- ส่วนวงแหวนทางตะวันออก มีผลมาจากแผ่นนาซคาและแผ่นโคคอส ที่มุดตัวลงใต้แผ่นอเมริกาใต้
- ส่วนของแผ่นแปซิฟิกที่ติดกับแผ่นฮวนดีฟูกา ซึ่งมุดตัวลงแผ่นอเมริกาเหนือ
- ส่วนทางตอนเหนือที่ติดกับทางตะวันตกเฉียงเหนือของแผ่นแปซิฟิก มุดตัวลงใต้บริเวณเกาะเอลูเชียนจนถึงทางใต้ของญี่ปุ่น และ
- ส่วนใต้ของวงแหวนแห่งไฟเป็นส่วนที่มีความซับซ้อนของแผ่นเปลือกโลก มีแผ่นเปลือกโลกขนาดเล็กมากมายที่ติดกับแผ่นแปซิฟิก ซึ่งเริ่มตั้งแต่หมู่เกาะมาเรียน่า ประเทศฟิลิปปินส์ เกาะบัวเกนวิลเล ประเทศตองกา และ นิวซีแลนด์
แนววงแหวนแห่งไฟยังมีแนวต่อไปเป็นแนวอัลไพน์ (อีกหนึ่งแนวที่มีการเกิดแผ่นดินไหว) ซึ่งเริ่มต้นจากเกาะชวา เกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย

"รอยเลื่อน" ที่ตั้งอยู่บน "วงแหวนแห่งไฟ" นี้ ก็ได้แก่ รอยเลื่อนซานอันเดรียส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวเล็กๆเป็นประจำ, รอยเลื่อนควีนชาร์ลอตต์ ทางชายฝั่งตะวันตกของหมู่เกาะควีนชาร์ลอตต์ รัฐบริติชโคลัมเบีย แคนาดา ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ 3 ครั้ง คือ ขนาด 7 ริคเตอร์ เมื่อ ค.ศ. 1929 ขนาด 8.1 ริคเตอร์ ปี ค.ศ. 1949 (แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในแคนาดา) และขนาด 7.4 ริคเตอร์ ในปี ค.ศ. 1970

สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในแนว ’วงแหวนแห่งไฟ“ นี้ เช่น แผ่นดินไหวคาสคาเดีย ขนาด 9 ริคเตอร์ เมื่อ ค.ศ. 1700 แผ่นดินไหวโลมาพรีเอตา ในแคลิฟอร์เนีย แผ่นดินไหวภาคคันโต ในญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1923 มีผู้เสียชีวิตกว่า 130,000 คน แผ่นดินไหวเกรตฮันชิน ในปี ค.ศ. 1995 และอีกครั้งใหญ่ที่เคยบันทึกไว้คือแผ่นดินไหวเมื่อ ค.ศ. 2004 บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ขนาด 9.3 ริคเตอร์ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะอินโดนีเซียถูกถล่มด้วยคลื่นสูงราว 10 เมตร มีผู้เสียชีวิตรวมราว 230,000 คน

ทั้งนี้ ประเทศที่ตั้งหรือมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในแนว ’วงแหวนแห่งไฟ“ ได้แก่ เบลีซ โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลัมเบีย ชิลี คอสตาริกา เอกวาดอร์ ติมอร์ตะวันออก เอลซัลวาดอร์ ไมโครนีเซีย ฟิจิ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น คิริบาตี เม็กซิโก นิการากัว ปาเลา ปาปัวนิวกินี ปานามา เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย ซามัว หมู่เกาะโซโลมอน ตองกา ตูวาลู สหรัฐอเมริกา และรวมถึง นิวซีแลนด์ ที่เพิ่งเกิด ’วิปโยคแผ่นดินไหว“

"วงแหวนแห่งไฟ" มักเกิด "ธรณีพิโรธ" แบบ "จัดหนัก"

เป็นพื้นที่ที่เกิด "หายนะใหญ่ต่อชาวโลก" ประจำ!!!.




จาก ..................... เดลินิวส์ คอลัมน์สกู๊ปหน้า 1 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 31-03-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


แผ่นดินไหว สึนามิ อุบัติภัยธรรมชาติที่หนักขึ้นทุกวัน .......................... เรียบเรียงโดย นายสมเกียรติ พงษ์กันทา วิศวกรอิสระ



ภัยพิบัติแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นในทะเลด้านตะวันออกของเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ซ้ำด้วยคลื่นสึนามิสูงเกิน 10 เมตร โถมเข้าฝั่งด้วยความเร็วแปดร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2554นั้น ได้สร้างความเสียหายต่ออาคาร บ้านเรือน ถนน โครงสร้างพื้นฐาน รถไฟ เครื่องบิน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ทุกชนิดที่ขวางหน้า คร่าชีวิตมนุษย์จำนวนกว่า 20,000 คน แผ่กระจายเป็นอาณาบริเวณกว้างขวางปราศจากขอบเขต และสร้างความหวาดผวาแก่มนุษยชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งเป็นต้นตำรับของตำนานสึนามิ และซ้ำร้ายเมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิม่า ไดอิชิ ของบริษัทการไฟฟ้าโตเกียว ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ เป็นความเสียหายอย่างหนักนั้น ถือเป็นอุบัติภัยที่ควรจะมีอยู่แต่ในตำราที่เป็นจินตนาการเท่านั้น แต่ที่เกิดขึ้นจริงครั้งนี้สร้างผลกระทบความเสียหายเลวร้ายกว่าที่เคยถูกบันทึกว่าเป็นความเลวร้ายที่สุดสำหรับอุบัติภัยในประเภทเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทรีไมล์ไอส์แลนด์ในสหรัฐฯ หรือเชอร์โนบิลในรัฐยูเครนสหภาพโซเวียต

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิม่าแห่งนี้จะหยุดทำงานทันทีโดยอัตโนมัต แต่แรงปะทะและน้ำท่วมของสึนามิทำให้อุปกรณ์ในห้องควบคุมชั้นล่าง ระบบการสื่อสารทั้งหมดซึ่งเป็นหัวใจของการควบคุมอัตโนมัติและระบบไฟฟ้าสำรองเสียหายหยุดทำงานพังพินาศ ทำให้การหล่อน้ำเพิ่มความเย็นเพื่อลดอุณหภูมิแก่เชื้อเพลิงซึ่งเป็นแท่งยูเรเนี่ยมครอบด้วยโลหะเซอร์โคเนี่ยมจุ่มอยู่ในน้ำรวมกับแท่งควบคุมของเตาปฏิกรณ์ วิศวกรผู้ควบคุมได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อควบคุมอุณหภูมิเตาปฏิกรณ์ ป้องกันไม่ให้แท่งเชื้อเพลิงร้อนจัดจนถึงขั้นหลอมละลายหรือระเบิดกระจายกัมมันตรังสีออกสู่บรรยากาศ ลังเลกันอยู่นานก่อนตัดสินใจใช้น้ำทะเลมาช่วยหล่อเย็นแต่มาได้ผลมากนัก เพื่อลดความดันของก๊าซไฮโดรเจนที่กระจุกรวมตัวกันอยู่ในอาคารด้านนอกของเตาปฏิกรณ์ เปิดให้ออกสู่บรรยากาศมีผลเสียตามมา เกิดการระเบิดเมื่อผสมเข้ากับออกซิเจน การระเบิดของไฮโดรเจนส่งผลให้หลังคาฝาครอบด้านนอกของเตาปฏิกรณ์เครื่องหนึ่งเปิดออก เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีออกสู่บรรยากาศโดยรอบน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่กระนั้นหน่วยดับเพลิงและป้องกันสาธารณภัยของญี่ปุ่นก็ยังไม่ย่อท้อ ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อฉีดน้ำดับเพลิงหล่อเลี้ยงลดอุณหภูมิให้แก่เตาปฏิกรณ์โดยเฉพาะหน่วยที่3 ซึ่งมีปัญหาวิกฤติที่สุดของจำนวนทั้งหมด6หน่วย กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าของวิศวกรโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และบริษัทการไฟฟ้าโตเกียว

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิม่าแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาความรู้สูงสุดความสามารถของวิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ถือว่าจะให้ความปลอดภัยสูง มีความเสี่ยงน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถทนต่อความแรงของแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์สเกลได้ แต่เมื่อถูกกระแทกด้วยแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำอีกของพลังน้ำมหึมาที่ความเร็ว 800 กม.ต่อชั่วโมงนั้น เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของวิศวกรผู้ออกแบบ เป็นผลให้ระบบไฟฟ้า การควบคุมอัตโนมัติและอุปกรณ์สำรองของความปลอดภัยทุกชนิดพังพินาศเป็นอัมพาตหมด ถึงกระนั้นวิศวกรและช่างชาวญี่ปุ่นก็ได้พยายามหามาตรการต่างๆทำงานแข่งกับเวลาเพื่อที่จะควบคุมการทำงานของเตาปฏิกรณ์ทุกเครื่องให้อยู่ในภาวะที่ปลอดภัยให้ได้แม้จะเสี่ยงกับความปลอดภัยของตนเองก็ตาม

ประเทศญี่ปุ่นเป็นเกาะเล็กๆไม่มีทางเลือกสำหรับแหล่งพลังงานมากนัก พลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จึงมีความจำเป็น มีจำนวนร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด

ญี่ปุ่นรู้ว่าโรงไฟฟ้าของตนอยู่ในเขตแผ่นดินไหวที่รุนแรง เคยมีขนาด 8.6 ริกเตอร์ ใน ค.ศ.1700 และขนาด 8.4 ใน ค.ศ.1933 มาแล้วแต่เขาก็พยายามใช้ความรู้และประสบการณ์จากอุบัติภัยที่เลวร้ายที่สุดในอดีตมาเป็นตัวกำหนดการออกแบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดในการออกแบบก่อสร้าง สำหรับกรณีนี้ใช้เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ต้มน้ำให้เดือดเป็นไอที่อุณหภูมิสูงนำไปปั่นกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่ปัญหาอื่นๆเช่น การรวมตัวของไฮโดรเจนทำให้เกิดระเบิดขึ้นและความเสียหายของไฟฟ้าและอุปกรณ์สำรองฉุกเฉินที่เสียหายจากน้ำและภัยสึนามินั้น เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย ถือเป็นการเรียนรู้ที่แสนจะเจ็บปวด


สาเหตุของแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวเป็นความเสี่ยงที่มนุษย์ต้องยอมรับโดยดุษณีภาพ แยกเป็นสองประเภท

1.เกิดจากภูเขาไฟที่ยังมีพลังงานอยู่ เมื่อหินลาวามีปริมาตรสะสมและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้เกิดระเบิด แรงระเบิดนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องเป็นคลื่นแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปรอบปริมณฑล มีขอบเขตจำกัด

2.เกิดจากการหดตัวและขยายตัวของแผ่นพื้นชั้นใต้แผ่นดิน เกิดขึ้นเมื่อภูมิภาคในขอบเขตหนึ่งของพื้นที่ใต้ผิวโลกเกิดสภาวะเครียดหดตัวแยกออกจากพื้นที่ข้างเคียงอย่างฉับพลันทำให้ผิดรูปไปจากเดิม เป็นการปลดปล่อยพลังงานที่สะสมอยู่ในมวลสารของแผ่นดินออกมาในรูปของคลื่นแผ่นดินไหว เช่น ในกรณีของเซนไดและของวันที่ 26 ธ.ค.2547 ที่หมู่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ส่งผลเป็นคลื่นสึนามิเข้าฝั่งเป็นวงกว้าง สร้างความสูญเสียแก่ประชากรกว่า 150,000 ชีวิต ในจำนวนนี้มีคนไทยเสียชีวิตไปด้วย 5,000 คน

คลื่นแผ่นดินไหวนี้จะกระจายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องรอบทุกทิศ สร้างรอยปริ แตกแยกทั้งแนวตั้ง ทางลึกและแนวนอนไปตามผิวพื้นโลกในขนาดความถี่ต่างๆกันระหว่าง 2-7 ไมล์ต่อวินาที ทำให้เกิดความสั่นสะเทือน เปลี่ยนแปลง เสียหายต่อโครงสร้างทางกายภาพของธรรมชาติ และโครงสร้างทั้งหลายที่เปลี่ยนแปลงจากธรรมชาติหรือที่ถูกปลูกสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ปราศจากขอบเขต ปริมาตรมวลสารของโลกที่หดยืดหรือแยกตัวนี้ เมื่อคำนวณจากพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วจะมีจำนวนมากถึง 2,000,000 ลูกบาตรไมล์ ในความลึกของจุดที่เกิดแผ่นดินไหวระหว่าง 30-450 ไมล์จากผิวโลก หลังจากแผ่นดินที่ไหวรุนแรง จะมีปรากฏการแผ่นดินไหวย่อยๆตามมาทิ้งระยะห่างไม่แน่นอน อาจเป็นวันหรือเป็นปีนานถึง 15 ปี

พื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว

อาจเกิดบ่อยตามอาณาบริเวณของเส้นร่องร้าวของพื้นโลกและเป็นครั้งคราวในแห่งอื่น นักวิชาการจะอาศัยสถิติที่บันทึกไว้ เช่นพื้นที่ตามขอบของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งทวีปอเมริกาและเอเชียในมหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะอินโดนีเซีย ประเทศพม่าตอนบนและประเทศจีนเป็นต้น

นับตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 8.3 ริกเตอร์ วันที่ 18 เม.ย.2449 ทำให้ชาวซานฟรานซิสโกเกิดเพลิงไหม้ทั้งเมืองติดต่อกัน 3 วันเป็นต้นมา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเป็นพิเศษ

อาจกล่าวได้ว่าจากสถิติความเสียหายจากแผ่นดินไหว มีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

17 ส.ค.2542 แผ่นดินไหวที่ตุรกี ขนาด 7.4 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิต 16,000 คน
27 ก.ย.2542 แผ่นดินไหวที่ไต้หวัน ขนาด 7.6 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิต 2,300 คน
ใน พ.ศ.2551 ที่ประเทศจีน มีผู้เสียชีวิต 85,000 คน
ใน พ.ศ.2553 ที่ประเทศเฮติ มีผู้เสียชีวิต 224,000 คน และที่สุมาตรา มีผู้เสียชีวิตกว่า 226,000 คน
และล่าสุดที่เซนได ประเทศญี่ปุ่น ขนาด 9 ริกเตอร์ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20,000 คน ที่มีจำนวนไม่มากนัก เพราะญี่ปุ่นเป็นชาติที่เตรียมพร้อมเสมอสำหรับภัยพิบัติแผ่นดินไหว

การเปรียบเทียบความรุนแรงของแผ่นดินไหว

จากเดิมใช้เมอร์แคลลี่สเกลเป็น 12 ระดับ ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นริกเตอร์สเกล โดย ซี เอฟ ริกเตอร์ และกูเต็นเบิร์ก โดยใช้ขนาดความแรงของคลื่นที่วัดได้จากแผ่นดินไหวทำเทียม มีระยะห่างจากจุดที่เกิด 100 กม. เวลา 0.8 วินาที ขยาย 2,800 เท่า ให้ความแรงของคลื่นที่วัดได้เท่ากับ 1 ไมครอน (0.001 ม.ม.) ของเครื่องมือวัดไซสโมแกรม ถือเป็นหนึ่งหน่วยของริกเตอร์ แต่ละหน่วยมีความรุนแรงต่างกันสิบเท่าตัว

การออกแบบทางวิศวกรรม

ในสหรัฐอเมริกาการออกแบบโครงสร้างอาคาร การติดตั้งอุปกรณ์ตามพื้นที่ให้สามารถต้านการสั่นสะเทือนเสี่ยงกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหวเรียกว่า เอ็มซีอี ปกติจะขึ้นอยู่กับระดับของแรงถ่วงของโลกระหว่าง 0.07-0.08 ของแรงถ่วงของโลก

สำหรับประเทศไทยจากสถิติ 30 ปี มีแผ่นดินไหวประมาณ ครั้งขนาดเบา มิได้สร้างความเสียหาย

จากสถิติใกล้เคียง

วันที่ 26 ธ.ค.2547 ขนาด 9 ริกเตอร์ ศูนย์กลางที่หมู่เกาะสุมาตราเหนือ
วันที่ 22 ม.ค.2546 ขนาด 7.3 ริกเตอร์ ศูนย์กลางที่หมู่เกาะสุมาตรา
วันที่ 22 ก.ย.2546 ขนาด 7.3 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางอยู่เหนือกรุงย่างกุ้งประเทศพม่า 355 กม.

ครั้งหลังสุดได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้อาคารสูงในกรุงเทพฯเล็กน้อย คาดว่าการออกแบบของวิศวกรโครงสร้างสำหรับประเทศไทยควรจะอยู่ระหว่างร้อยละ 6 ของแรงโน้มถ่วงของโลก (0.06g)



จาก ..................... เดลินิวส์ วันที่ 30 มีนาคม 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 03-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


มหันตภัยจากกัมมันตภาพรังสี











จาก ................. ไทยรัฐ วันที่ 3 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 03-04-2011 เมื่อ 06:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 06-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


ธรรมชาติดุ-คนเดือด 'โลกาวินาศ' เรื่องลือที่ใกล้จะจริง?



เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์คือ “ดาวเสาร์” โคจรเข้าใกล้ “โลก” มากที่สุดในรอบปี 2554 นี้ โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,288 ล้านกิโลเมตร และจะมีความสว่างมากขึ้น เพราะโคจรอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับ “ดวงอาทิตย์” ซึ่งนี่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ แต่ถ้าดูกันในทางโหราศาสตร์ดวงดาว มีจุดที่ถือว่าไม่ปกติ โดย อ.เก่งกาจ จงใจพระ บอกว่า... ดาวเสาร์ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นดาวแห่ง ความทุกข์ บาปเคราะห์ ให้โทษ และเป็นดาวที่เกี่ยวกับดิน เมื่อเข้าใกล้โลกก็ต้องระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว ดินถล่ม ยิ่งดาวเสาร์ใกล้โลกมาก ภัยลักษณะนี้ก็ยิ่งแรง ยิ่งต้องระวัง

สองศาสตร์ที่ต่างก็โยงกับดวงดาวยังมีมุมที่ต่างกันได้...ฉันใด ภัยต่างๆบนโลกที่สามารถจะเกิดขึ้นได้เป็นปกติก็มีคนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ได้...ฉันนั้น ดังเช่นภัยที่เกิดขึ้นบนโลกในระยะนี้...ที่ทำให้ ’เรื่องลือ...โลกาวินาศ“ หวนกลับมาอยู่ในกระแสวิพากษ์อีก ซึ่งในเมืองไทยก็มีข่าวว่ามีกลุ่มคนที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

ในต่างประเทศถึงขั้นมีการระบุเป็นเชิง “ทฤษฎี”

’ทฤษฎีสิ้นโลก“ ในโลกออนไลน์ระเบ็งเซ็งแซ่??

ทั้งนี้ กับทฤษฎีวันสิ้นโลก (Doomsday Theories) นั้น มีการระบุถึงปัจจัยที่อาจเป็นต้นเหตุ 10 ปัจจัย ซึ่งเมื่อโลกเกิดภัยธรรมชาติบ่อย และดูจะทวีความรุนแรง รวมถึงมีเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดโดยน้ำมือมนุษย์เอง มีเรื่องการสู้รบในประเทศโลกอาหรับ ก็ยิ่งทำให้ทฤษฎีดังกล่าวนี้ถูกส่งต่อกันมากในสังคมออนไลน์-ไซเบอร์

ปัจจัยที่ว่านี้ โดยสังเขปคือ... ’ผึ้งสูญพันธุ์“ เชื่อว่าอีกไม่นานผึ้งจะสูญพันธุ์ไปจากโลก เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมพืช คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพืช ทำให้อาหารขาดแคลน, ’ขาดแคลนน้ำมัน“ เชื่อว่าโลกกำลังใกล้เข้าสู่ยุคขาดแคลนน้ำมันอย่างสิ้นเชิง เชื่อว่าหากยังไม่มีการพัฒนาเชื้อเพลิงอื่นแทนน้ำมัน ไม่เกินปี ค.ศ. 2020 โลกจะไม่มีน้ำมันเหลืออยู่เลย จนเกิดกลียุค

’ก่อการร้ายทำลายโลก“ เป็นแนวคิดที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 11 ก.ย. 2544, ’สงครามโลกครั้งที่ 3 - สงครามนิวเคลียร์“ เชื่อว่าหากเกิดขึ้นจะทำลายสภาพอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ จนเกิดการแย่งชิงทรัพยากรครั้งใหญ่ และประชากรโลกจะเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก, ’ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่“ เชื่อว่าทุก 5–6 หมื่นปี ลาวาใต้พิภพจะปะทุรุนแรงจนภูเขาไฟต่างๆเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ อุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนสิ่งมีชีวิตปรับตัวไม่ทัน

’สนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนขั้ว“ เชื่อว่าสนามแม่เหล็กโลกจะเปลี่ยนขั้วทุก 2.5 แสนปี เมื่อเกิดขึ้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบกลับด้าน ทำให้ประเทศเขตร้อนหนาวยะเยือก มีหิมะตก เกิดพายุหมุน แผ่นดินไหวรุนแรง, ’ภัยพิบัติจากดวงอาทิตย์“ เชื่อว่าหากดวงอาทิตย์เกิดการปะทุครั้งใหญ่ ความร้อนจะแผ่มาแผดเผาโลกจนหายนะ ซึ่งปัจจัยนี้โยงกับความเชื่อเรื่อง ค.ศ. 2012 เรื่องปีสิ้นโลกด้วย

’ดาวนิบิรุชนโลก“ เชื่อว่ามีดาวลึกลับในตำนาน มีขนาดใหญ่กว่าโลก และในปี ค.ศ. 2012 จะมีวงโคจรทับกับโลก จะพุ่งเข้าชนกับโลก ซึ่งนี่ก็ถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำทำนายวันสิ้นโลก 21-12-2012 ด้วย, ’มนุษย์ต่างดาวบุกโลก“ เชื่อว่าอีกไม่เกิน 30 ปีจะมีมนุษย์ต่างดาวมาบุกโลก ซึ่งจะทำอะไรกับโลกและชาวโลกบ้างยังไม่รู้

และอีกปัจจัยคือ ’วิกฤติโลกร้อน“ เชื่อว่าภายในปี ค.ศ. 2100 สภาพอากาศจะยิ่งเปลี่ยนแปลงรุนแรงมากขึ้นเรื่อ ๆ โลกจะร้อนจนทำลายสมดุลธรรมชาติ คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงและแพร่กระจายไปทั่ว เกิดภัยพิบัติต่างๆ ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จำเป็นต่อมนุษย์ ชาวโลกต้องอพยพและแย่งชิงกัน

“ทฤษฎีดังกล่าว หลายเรื่องมีการหยิบยก กล่าวอ้าง เชื่อมโยงกับเรื่องวาระสุดท้ายของโลกและมนุษย์ หรือคำทำนายวันสิ้นโลกอยู่เสมอ” ...นักวิทยาศาสตร์อิสระ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ระบุ

พร้อมทั้งสะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” อีกว่า... ปัจจัยต่างๆที่ว่ามานั้น บางอย่างก็เป็นไปได้ยาก บางทฤษฎีก็เป็นเรื่องเกินจริง เช่น ดาวนิบิรุ ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลย เพราะปัจจุบันยังไม่มีการตรวจพบดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ถูกร่ำลือ แต่บางอย่างก็มีความเป็นไปได้ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้น ไม่อาจตอบได้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ที่รับรู้ได้ ที่จับต้องได้มากที่สุด คือ “วิกฤติโลกร้อน” ที่เริ่มมีตัวอย่างให้เห็น ซึ่งก็คงไม่ถึงกับทำให้โลกดับสูญ แต่ ’ทำให้เกิดผลกระทบกับมนุษย์บนโลกในวงกว้าง!!“

“ก็อย่าตระหนกตกใจกันเกินไป หลายอย่างเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงเพื่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ แต่ก็ต้องมีการเก็บข้อมูล ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อเนื่อง เพื่อหาข้อมูลให้มากขึ้น และเรื่องนี้ก็ช่วยทำให้เกิดความตระหนัก เกิดความสนใจและใส่ใจโลก ความเปลี่ยนแปลงในอนาคตของโลกมากขึ้น” …รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เรื่อง “โลกาวินาศ-สิ้นโลก...ยังยากจะชี้ชัด” แต่ที่ชี้ได้ชัดๆแล้วก็คือ ’มนุษย์ทำลายมนุษย์ด้วยกันเอง...ก็น่ากลัวมาก“ และ ’มนุษย์ทำลายโลก...โลกก็ทำลายมนุษย์“ นี่ก็ต้องสำนึกไว้ให้จงหนัก...

ในเมืองไทยเราก็มี ’บทเรียน“ ให้เห็นกันอยู่?!?!?.




จาก ................. เดลินิวส์ วันที่ 6 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 10-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


กัมมันตรังสี ป้องกันอย่างไร



ป้องกันอย่างไรการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยแล้ว แม้ประเทศไทยอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ ไม่ได้รับรังสีโดยตรงก็จริง แต่ก็อาจจะปนเปื้อนมากับอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มาจากญี่ปุ่น

ทางโครงการ "เปิดโลกลานเกียร์" ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย จึงสัมมนาเรื่อง "กัมมันตภาพรังสีคืออะไร ป้องกันได้อย่างไร"

เพื่อนำเสนออย่างครอบคลุมความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี ระบบเตือนภัยทางอากาศทางรังสีของประเทศไทย และบทบาทต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข ในการช่วยเหลือ หากมีอุบัติภัยทางรังสีเกิดขึ้นในประเทศ จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นำโดย รศ.นเรศร์ จันทน์ขาว ภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์, นายกิตติศักดิ์ ชินอุดมทรัพย์ ผอ.สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, นายอรรถโกวิท สงวนสัตย์ ผอ.สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ และ รศ.พ.ญ.ภาวนา ภูสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาร่วมกันเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

รศ.นเรศร์กล่าวว่า กัมมันตภาพรังสีเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสารที่มีสมบัติในการแผ่รังสีออกมาได้เอง กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมามีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา

"โดยปกติแล้วรังสีเป็นสิ่งที่เราได้รับตลอดเวลาในชีวิตประจำวันจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรังสีจากพื้นโลกหรือมาจากนอกโลก อากาศที่เราหายใจ อาหาร และน้ำที่บริโภค จากการดูโทรทัศน์ ผนังบ้าน โรงเรียน และที่ทำงานล้วนประกอบด้วยสารกัมมันตรังสีทั้งสิ้น หรือแม้แต่ในร่างกายของเราเอง ดังนั้น รังสีที่เราได้รับจากธรรมชาติ ถือว่ามีค่าต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์"



นายกิตติศักดิ์กล่าวถึงการป้องกันว่า ปัจจุบันสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตั้งสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีในอากาศ กระจายอยู่ในจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ จำนวน 8 สถานี ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา (กำลังติดตั้ง) ขอนแก่น อุบลราชธานี ตราด ระนอง สงขลา และกรุงเทพฯ

สำหรับประเทศไทย ถ้าตรวจพบปริมาณรังสีแพร่กระจายอยู่ในอากาศ มากกว่า 0.2 ไมโคร ซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ที่สถานีใด ก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่ศูนย์เฝ้าระวังทาง ปส.จะสืบสวนหาสาเหตุของการแพร่กระจาย แต่ถ้าเมื่อใดที่มีปริมาณรังสีสูงกว่า 1 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ถือว่าเริ่มอยู่ในระดับเตือนภัย และเตรียมพร้อมดำเนินการตรวจสอบว่ามีการฟุ้งกระจายของวัสดุกัมมันตรังสีหรือไม่

ถ้ามีการฟุ้งกระจายจะประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายจากรังสี โดยจะขอความร่วมมือให้อยู่แต่ในที่พักอาศัย ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หรืออพยพออกจากบริเวณที่มีความเสี่ยงจะได้รับรังสีสูง แล้วติดตามคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ต่อไป

นายกิตติศักดิ์ชี้ว่า กัมมันตภาพรังสีทำอันตรายมนุษย์ได้หลายทาง แต่ส่วนใหญ่เป็นทางอากาศ ด้วยการสูดดม หรือหายใจฝุ่นกัมมันตรังสีเข้าไประบบทางเดินหายใจโดยตรง นอกจากนี้ ก็รับเข้ามาทางปาก หมายถึงการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี แต่สารเหล่านี้ไม่ดูดซึมผ่านทางผิวหนังโดยตรง แต่ถ้าปริมาณรังสีมากๆ จะทำลายผิวหนังไปเลย เหมือนร่างกายคนสมัยสงครามโลกที่โดนสะเก็ดระเบิดปรมาณู

"ส่วนสถานการณ์ในญี่ปุ่น หลายหน่วยงานวิเคราะห์แล้วว่า แม้แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของเมืองฟูกูชิมะจะหลอมละลายจริง กัมมันตภาพรังสีที่แพร่กระจายออกมา จะไม่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ หรือทางอากาศ" นายกิตติศักดิ์กล่าว

ขณะที่นายอรรถโกวิทเสริมถึงสถานการณ์นิวเคลียร์ในญี่ปุ่นด้วยว่า ได้ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของคนไทย ด้วยหวั่นวิตกจากรังสีว่าจะปนเปื้อนมาในชั้นบรรยากาศหรือไม่ ทางกระทรวงสาธารณสุขกังวลถึงเรื่องคนไทยในญี่ปุ่น ที่กำลังประสบปัญหาในตอนนี้ จึงส่งทีมแพทย์ไปช่วยดูแลทั้งในด้านสุขภาพจิตใจและการป้องกันรังสีในเบื้องต้น

นอกจากนี้ คนไทยที่กลับมาจากญี่ปุ่นจะมีทีมแพทย์คอยให้คำปรึกษา หากมีอาการป่วยทางรังสีจะจัดส่งให้ไปรักษาตัวที่ร.พ.ราชวิถี ร.พ.นพรัตน์ฯ และร.พ.เลิดสิน ส่วนคนไทยที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ทางทีมกรมควบคุมโรคจะให้คำปรึกษาเช่นเดียวกัน

"ส่วนยาโพแทสเซียมไอโอดีน ที่เป็นเกลือชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติทำให้ต่อมไทรอยด์เกิดการอิ่มตัว เพื่อจะสามารถป้องกันไอโอดีนกัมมันตรังสี ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายนั้น ต้องกินก่อนได้รับรังสีจะเป็นผลดีที่สุด หรือหลังจากได้รับไม่ควรเกิน 6 ช.ม. ขนาดการรับยาก็ต้องขึ้นอยู่กับอายุของผู้รับประทาน ส่วนความเชื่อที่ว่าการใช้เบตาดีนมาทาตามท้องแขนนั้นไม่ได้ช่วยป้องกันได้" นายอรรถโกวิทกล่าวถึงวิธีป้องกัน

รศ.พ.ญ.ภาวนา ร่วมให้ข้อมูลทางการแพทย์ว่า ปัจจุบันนำรังสีและสารกัมมันตรังสีมาใช้งานต่างๆ เช่น ในทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัย และบำบัดอาการโรคของผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆ เช่น การฉายรังสีเอ็กซ์ การตรวจสมอง การตรวจกระดูก และการบำบัดโรคมะเร็ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังใช้งานทางรังสีในกิจการอุตสาหกรรม การเกษตร และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อาทิ การใช้รังสีตรวจสอบรอยเชื่อม รอยร้าวในชิ้นส่วนโลหะต่างๆ การใช้ป้ายเรืองแสงในที่มืด การตรวจอายุวัตถุโบราณ การถนอมอาหารด้วยรังสี และการฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือแพทย์

"แม้รังสีจะมีอยู่ล้อมรอบตัวเรา และมนุษย์ทุกคนก็สามารถใช้ประโยชน์จากรังสีได้ แต่รังสีก็นับได้ว่ามีความเป็นพิษภัยในตัวเองเช่นกัน รังสีมีความสามารถก่อให้เกิดความเสียหายของเซลล์สิ่งมีชีวิต และถ้าได้รับรังสีสูงมาก อาจทำให้มีอาการป่วยทางรังสีได้" อาจารย์ภาวนากล่าว

จากเวทีพูดคุยชี้ว่ารังสีมีทั้งโทษและประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ มีมาตรฐานสูง หาไม่แล้วประโยชน์ของมันจะกลายเป็นโทษมหันต์




จาก ................. ข่าวสด วันที่ 10 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 19-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


7 ระดับความรุนแรงเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์


แผ่นดินไหววัดความเสียหายได้เป็น “ริกเตอร์” ในกรณีเหตุการณ์นิวเคลียร์ก็มีการวัดระดับความเสียหายไว้เช่นกัน โดยความรุนแรงสูงสุดคือระดับ 7 ซึ่งนอกจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่ “เชอร์โนบิล” ญี่ปุ่นยังยกระดับความรุนแรงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะให้เป็น "ระดับสูงสุด" นี้ด้วย

ระดับความรุนแรงของเหตุการณ์นิวเคลียร์นั้น วัดตามมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (INES: International Nuclear Event Scale) ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ระดับ

ข้อมูลจากเว็บไซต์ทบวงการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (ไอเออีเอ) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) แจกแจงถึงระดับความรุนแรงไว้ดังนี้ ระดับ 1-3 จัดเป็นอุบัติการณ์ (incident) และระดับ 4-7 จัดเป็นอุบัติเหตุ (accident) ส่วนระดับ 0 ลงไปไม่มีนัยที่สำคัญ (no safety significance)

มาตรวัดระดับความรุนแรงนี้ ใช้สำหรับประเมินเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ที่ใช้ทั่วไป และเป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารกับประชาชน ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับประเด็นความปลอดภัยของรายงานอุบัติการณ์และอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ โดยใช้กับเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทางด้านนิวเคลียร์ ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ และการใช้ประโยชน์จากสารรังสีและแหล่งกำเนิดรังสี แต่มาตรวัดนี้ไม่ใช้กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ อย่างเช่นการแผ่รังสีของก๊าซเรดอน (radon) เป็นต้น

จากการจัดระดับความรุนแรงตามมาตราดังกล่าว ทำให้เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด เป็นความรุนแรงที่สุดตามมาตรานี้ และล่าสุดสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ (Fukuchi Daiichi) ได้ยกขึ้นเป็นระดับ 7 เทียบเท่าอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงเมื่อ 25 ปีก่อน

ส่วนเหตุการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ (Three Mile Island) ของสหรัฐฯ ระเบิด จัดเป็นความรุนแรงระดับ 5


สภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลหมายเลข 4 ที่เกิดระเบิดเสียหาย (เอพี)



สภาพอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ซึ่งบันทึกภาพถ่ายทางอากาศโดยเครื่องบินที-ฮอว์ก (T-Hawk) ซึ่งเผยให้เห็นความเสียหาย (รอยเตอร์)



ภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ในยามค่ำคืนที่บันทึกเมื่อ 15 มี.ค.2011 ที่ผ่านมา (รอยเตอร์)


สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์นิวเคลียร์ 7 ระดับ ประเมินจากการประเมินผล 3 อย่าง ไล่จากการสูญเสียการป้องกันเชิงลึก (defence in depth degradation) ผลกระทบ ณ สถานที่ตั้งโรงงาน (on-site effect) และ ผลกระทบนอกสถานที่ตั้งโรงงาน (off-site effect)





ระดับ 1 - เหตุผิดปกติ (Anomaly)

ผลกระทบต่อการป้องกันเชิงลึก - มีการได้รับรังสีเกินขีดจำกัดประจำปีตามกฎหมายกำหนด, มีปัญหาเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับองค์ประกอบความปลอดภัย แต่ยังมีความสามารถในการป้องกันเชิงลึก และมีการสูญหายหรือเกิดการขโมยอุปกรณ์รังสี ชุดรังสีสำหรับเดินทางหรือแหล่งกำเนิดรังสีในระดับที่ไม่สูงมาก หากแต่การจัดระดับความรุนแรงนี้ก็มีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ซึ่งยากที่จะวัดได้ตรงๆ ว่าเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับ 1 หรือต่ำกว่านั้นซึ่งไม่มีนัยสำคัญ


ระดับ 2 - อุบัติการณ์ (Incident)

ผลกระทบต่อการป้องกันเชิงลึก - มีความผิดพลาดในการจัดเตรียมด้านความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่มีสืบเนื่องตามมา, พบแหล่งกำเนิดรังสีสูงที่ไม่มีเจ้าของ แต่อุปกรณ์ห่อหุ้มไม่ได้รับความเสียหาย, การห่อหุ้มสำหรับวัสดุกำเนิดรังสีสูงไม่เพียงพอ

ผลกระทบ ณ ที่ตั้งโรงงาน - ระดับการแผ่รังสีในบริเวณปฏิบัติงานมากกว่า 50 มิลลิซีเวิร์ตต่อชั่วโมง, มีการปนเปื้อนในบริเวณที่ไม่ควรจะมีการแผ่รังสี

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับรังสีเกิน 10 มิลลิซีเวิร์ต, ผู้ปฏิบัติงานด้านรังสีได้รับรังสีในปริมาณมากกว่าขีดกำจัดประจำปีที่กฎหมายกำหนด


ระดับ 3 - อุบัติการณ์รุนแรง (Serious incident)

ผลกระทบต่อการป้องกันเชิงลึก - เกิดอุบัติเหตุใกล้ๆโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยไม่มีมีการเตรียมระวังเรื่องความปลอดภัย, แหล่งกำเนิดรังสีที่ผนึกไว้อย่างดีสูญหายหรือถูกขโมย, ขนส่งแหล่งกำเนิดรังสีสูงผิดพลาด โดยไม่มีกระบวนการรับมือที่ดีพอ

ผลกระทบ ณ ที่ตั้งโรงงาน - มีการปลดปล่อยรังสีในพื้นที่ดำเนินงานมากกว่า 1 ซีเวิร์ตต่อชั่วโมง, มีการปนเปื้อนสูง ในบริเวณที่ไม่ควรจะมีการแผ่รังสี แต่มีโอกาสต่ำที่คนทั่วไปจะได้รับรังสีจากบริเวณดังกล่าว

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - มีระดับรังสีสูงกว่าที่ขีดจำกัดที่กฎหมายกำหนด สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านรังสี 10 เท่า, การแผ่รังสีส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระดับที่ไม่ทำให้ถึงตาย


ระดับ 4 - อุบัติเหตุที่มีผลกระทบในระดับท้องถิ่น (Accident with local consequences)

ผลกระทบ ณ ที่ตั้งโรงงาน - แท่งเชื้อเชื้อเพลิงหลอมละลายหรือแท่งเชื้อเพลิงได้รับความเสียหายและมีการปลดปล่อยสารรังสีปริมาณเล็กน้อย , มีการปลดปล่อยสารรังสีปริมาณสูงภายในพื้นที่และมีโอกาสสูงที่ประชาชนจะได้รับสารรังสีในปริมาณสูงด้วย

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - มีการปลดปล่อยสารรังสีในระดับต่ำและต้องวางแผนรับมือ ,มีการควบคุมอาหารในพื้นที่, มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย


ระดับ 5 - อุบัติเหตุพร้อมผลกระทบในวงกว้าง (Accident with wider consequences)

ผลกระทบ ณ ที่ตั้งโรงงาน - เกิดความเสียหายรุนแรงที่แกนปฏิกรณ์, สารรังสีปริมาณมากถูกปล่อยออกมา และมีโอกาสสูงที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน และยกระดับความรุนแรงขึ้นไปอีกหากเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงมากขึ้นหรือเกิดเพลิงไหม้

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - การจำกัดการปลดปล่อยวัสดุนิวเคลียร์ จำเป็นต้องมีการรับมือที่ได้รับการวางแผนอย่างดี, มีผู้เสียชีวิตหลายรายจากการได้รับรังสี


ระดับ 6 - อุบัติเหตุรุนแรง (Serious accident)

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - มีการปลดปล่อยสารรังสีออกมาจำนวนมาก และต้องบรรลุผลในการรับมือตามแผน

อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ระดับนี้ เคยเกิดขึ้นครึ่งหนึ่งกับโรงงานแปรสภาพเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว (nuclear waste reprocessing facility) สำหรับการทหาร ในเมืองมายัค (Mayak) ของอดีตสหภาพโซเวียต เมื่อ 29 ก.ย.1957 ซึ่งเกิดปัญหาระบบทำความเย็นล้มเหลวในโรงงาน ทำให้มีวัสดุรังสีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม 70-80 ตัน แต่ผลกระทบต่อประชากรในท้องถิ่นเป็นอย่างไรนั้น ไม่ทราบทั้งหมดแน่นชัด


ระดับ 7 - อุบัติเหตุรุนแรงที่สุด (Major accident)

ผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม - มีการปลดปล่อยวัสดุรังสี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมออกไปเป็นวงกว้าง และต้องบรรลุผลในการรับมือซึ่งมีการวางแผนและจัดเตรียมไว้

หลังเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลและทรีไมลไอส์แลนด์ ทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนามาตรวัดความรุนแรงของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ ซึ่งมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์นี้ ได้รับการกำหนดขึ้นมาโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ที่รวมตัวกันครั้งแรกเมื่อปี 1989 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไอเออีเอและสำนักงานพลังงานนิวเคลียร์หรือเอ็นอีเอ (Nuclear Energy Agency: NEA) ในสังกัดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)

นับแต่นั้น ทางไอเออีเอได้ร่วมมือกับสำนักงานพลังงานนิวเคลียร์ของเอ็นอีเอ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากกว่า 70 ประเทศในการกำหนดมาตรานี้ขึ้นมา และมีการปรับปรุงมาตรานี้หลายครั้ง โดยมีประชุมเชิงเทคนิคทุก 2 ปี สำหรับการเข้าร่วมในระบบนี้เป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งตัวแทนประเทศต่างๆที่ร่วมกำหนดมาตราวัดความรุนแรงของเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์นี้จะร่วมถกเถียงและตัดสินใจในการประยุกต์ใช้มาตรานี้.




จาก ................. ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 18 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 22-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


"คุ้มครองโลก" ก่อนไม่มี "โลก"ให้ครอบครอง



ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน
รับรู้ด้วยกัน แล้วทำให้โลกนี้สดใส
อยากให้โลกน่าอยู่กว่านี้ เป็นโลกที่เราฝันใฝ่
จะสวยอย่างไร เป็นไปได้ด้วยมือของเรา



ท่อนหนึ่งของเพลง "โลกสวยด้วยมือเรา" ทุ้มอยู่ในหูซ้ำไปซ้ำมา ท่ามกลางความครึ้มสลัวมัวด้วยเมฆฝน คลอเสียงฮึมฮำบนท้องฟ้าสีหม่นอย่างต่อเนื่อง กับเวลาบ่ายแก่ๆกลางเดือนเมษายน

เป็นข้อสงสัยและคำถามของหลายคน ถึงสภาพอากาศของโลกเราที่เปลี่ยนไป(มาก) ไม่ต้องดูไกล แค่ประเทศไทยของเราก็อลหม่านกับการเปลี่ยนแปลง ร้อน หนาว ฝน ในหนึ่งฤดูที่เคยหมุนผ่านไปตามปกติ ทว่าตอนนี้ผิดสภาพเพี้ยนกันไปใหญ่ ไม่แพ้จิตใจของ "มนุษย์"ตัวการฉกาจสำคัญที่ทำให้วัฐจักรของธรรมชาติ ขาดความสมดุลจนต้องสำแดงฤทธิ์เดชออกมาในรูปของมหันตภัยต่างๆ นานา ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มวลมนุษยชาติตระหนักถึงความสำคัญของโลกต้องจัด วันคุ้มครองโลก หรือ เอิร์ธเดย์ ( Earth Day) ขึ้นทุกวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ดำเนินมาเป็นปีที่ 41 แล้ว นับตั้งแต่มีการประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNEP)



แท้จริงแล้ว การริเริ่มก่อตั้งวันคุ้มครองโลกนั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ด้วยแนวคิดของ เกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ผู้ชงเรื่องให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี (ปธน.สหรัฐขณะนั้น)ยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ เมื่ออดีตผู้นำสหรัฐอเมริกาเห็นด้วย จึงได้ออกทัวร์ทั่วประเทศ 5 วัน 11 รัฐ ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 (ก่อนที่ประธานาธิบดีเคเนดีจะถูกลอบยิงเสียชีวิต) การทัวร์ครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่ม วันคุ้มครองโลก

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2512 วุฒิสมาชิกเนลสันได้ผลักดันให้มีการจัดการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น เปิดเวทีแสดงความคิดเห็นในปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมเชิญชวนให้ทุกๆ คนร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นประชาชนอเมริกันที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมกว่า 20 ล้านคน ก็ตบเท้าพร้อมใจกันมาชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก

ผลจากการชุมนุมครั้งนั้นเอง ก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดก็มีการกำหนด วันคุ้มครองโลก หรือ"Earth Day" นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2513 เป็นต้นมา



เป้าหมายของวันคุ้มครองโลก ประกอบด้วยลดอัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในบรรยากาศ ,กำจัดคลอโรฟลูออโรคาร์บอนซึ่งเป็นตัวทำลายสภาพโอโซนและก่อให้เกิดการสะสมความร้อนให้หมดสิ้นไป , อนุรักษ์สภาพป่าที่เหลืออยู่ ทั้งที่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ ,ห้ามซื้อ-ขายสิ่งมีชีวิตที่อาจทำให้ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลงหรือหมดสิ้นไป , คงสภาพระดับประชากรไว้ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ,สร้างพลังอำนาจจากองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ร่วมกันปกป้องบรรยากาศ น้ำ และสภาพอื่น ๆ ให้พ้นจากการกระทำที่มิชอบของมนุษย์ และที่สำคัญคือ สร้างสำนึกในอันที่จะรักษาโลกไว้ทั้งบุคคล ชุมชนและชาติ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมพ่วงด้วยจิตสำนึกที่ดีในการรักษาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกจัดให้มีกิจกรรมวันคุ้มครองโลกเป็นประจำทุกปี เพื่อเรียกร้องให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์โลกใบสำคัญนี้เอาไว้ ด้วยผลกระทบอย่างไม่คาดฝันก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กว่านับพัน หมื่นล้านชีวิตต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิษและวิกฤตของสภาพอากาศซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งปัญหาโลกร้อน ปัญหาน้ำเสีย อากาศเป็นพิษ หรือการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลให้เกิดวาตภัย หรืออุทกภัยอย่างฉับพลัน สร้างความเสียหายให้กับสรรพสิ่งอย่างใหญ่หลวง

ทุกปีประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ทั่วทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะแถบแอฟริกา เคนยา ไนจีเรีย และนามิเบีย เป็นต้น การอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่เหลืออยู่ในเมือง หมู่บ้าน และภูเขา รณรงค์ให้มีการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เน้นการคุมกำเนิดเพื่อให้จำนวนประชากรได้คงอยู่ในระดับคงเดิม ให้การศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมไปถึง ร่วมกันรักษาความสะอาดตามถนนหนทาง ชายหาด อุทยาน และสถานที่สาธารณะต่างๆ

ในส่วนของประเทศไทย จัดให้มีการรณรงค์ วันคุ้มครองโลก ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีเดียวกันนั้นก็ยังถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจาก สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกระทำอัตวินิบาตกรรม ยิงตัวเองตายเสียชีวิต ส่งผลให้บรรดาอาจารย์และนักศึกษาร่วมกัน 16 สถาบัน จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้น เพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่า และตระหนักถึงผลเสียของการทำลายป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการจัดงาน เพื่อหาทุนเข้ามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เพื่อใช้ปกป้องดูแลผืนป่าอีกด้วย

ในเมื่อธรรมชาติ กับมนุษย์ เป็นสิ่งคู่กันอย่างแยกมิได้ นอกจาก 22 เม.ย. จะเป็นวันคุ้มครองโลกแล้ว ยังถูกตั้งให้เป็น "วันธรรมะคุ้มครองโลก" อีกด้วย ตามมติก่อตั้งโดยองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) หลังกลุ่มบุคคลต่างๆ ต้องร่วมกันผลักดันจนสัมฤทธิ์ผลเป็นเวลายาวนานถึง 8 ปี ภายใต้คำขวัญ Clean The World Clean the Mind หรือ โลกสะอาดได้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ โดยให้สมาชิกศูนย์ภาคีขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกจัดกิจกรรมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและความสะอาดพร้อมกันการทำใจให้บริสุทธิ์ตามแนวแห่งพุทธวิธีด้วยการสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา

นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญขององค์กรพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ เพราะนอกจากจะปกป้องเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางกายภาพแล้ว ก็ให้มาปกป้องสิ่งแวดล้อมทางด้านจิตใจ ตอนเช้ารักษาความสะอาดของสถานที่ ตอนสายๆ นั่งสมาธิรักษาความสะอาดของใจ รักษาศีล 5 ร่วมทำทาน นั่งสมาธิ เพื่อให้โลกสูงขึ้น เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมดีขึ้นจากภายใน

"ยังมีเวลาจะเปลี่ยนพรุ่งนี้ เพื่อโลกที่ดีเพื่อวันข้างหน้า
ให้เด็กน้อยๆ ค่อยๆลืมตา มามองเห็นว่าโลกงามเพียงไหน
ยังมีทะเล ยังมีภูเขา ยังมีเมฆขาว ยังมีดอกไม้
อากาศดีๆ ยังมีหายใจ มีโลกสดใสให้เล่นนานๆ"




ท่อนเนื้อร้องจากเด็กๆที่ประสานเสียงในเพลง "โลกป่วย" ถูกกลบด้วยความดังสายฝนโถมกระหน่ำ เหลือให้ได้ยินเพียงแผ่วเบาอยู่ ณ เวลานี้ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้แต่เฝ้าภาวนาให้ หยาดพิรุณกลางหน้าร้อนเป็นแค่กลไกของธรรมชาติธรรมดาๆ และหวังเพียงว่า ความผิดปกติ(อันน่าสะพรึงกลัว) จะปลูกสำนึกในจิตใจมนุษย์ให้ตระหนักถึงมหันตภัยที่รออยู่ข้างหน้าไม่มากก็น้อย ด้วยการตัดความเห็นแก่ตัวหันมารักษ์โลก รักษ์ธรรมชาติกันให้มากขึ้น

เรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้ ว่าไหม ?


" เราใช้โลกอยู่ และเรารู้โลกมีใบเดียว โลกตายทุกคนตาย..."




จาก ................. มติชน วันที่ 22 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ


กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:36


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2025, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger