เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

 
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
Prev คำตอบที่แล้วมา   คำตอบถัดไป Next
  #29  
เก่า 10-04-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,809
Default


กัมมันตรังสี ป้องกันอย่างไร



ป้องกันอย่างไรการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยแล้ว แม้ประเทศไทยอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ ไม่ได้รับรังสีโดยตรงก็จริง แต่ก็อาจจะปนเปื้อนมากับอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มาจากญี่ปุ่น

ทางโครงการ "เปิดโลกลานเกียร์" ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย จึงสัมมนาเรื่อง "กัมมันตภาพรังสีคืออะไร ป้องกันได้อย่างไร"

เพื่อนำเสนออย่างครอบคลุมความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี ระบบเตือนภัยทางอากาศทางรังสีของประเทศไทย และบทบาทต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข ในการช่วยเหลือ หากมีอุบัติภัยทางรังสีเกิดขึ้นในประเทศ จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นำโดย รศ.นเรศร์ จันทน์ขาว ภาควิชานิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์, นายกิตติศักดิ์ ชินอุดมทรัพย์ ผอ.สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, นายอรรถโกวิท สงวนสัตย์ ผอ.สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ และ รศ.พ.ญ.ภาวนา ภูสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาร่วมกันเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้

รศ.นเรศร์กล่าวว่า กัมมันตภาพรังสีเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสารที่มีสมบัติในการแผ่รังสีออกมาได้เอง กัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมามีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา

"โดยปกติแล้วรังสีเป็นสิ่งที่เราได้รับตลอดเวลาในชีวิตประจำวันจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรังสีจากพื้นโลกหรือมาจากนอกโลก อากาศที่เราหายใจ อาหาร และน้ำที่บริโภค จากการดูโทรทัศน์ ผนังบ้าน โรงเรียน และที่ทำงานล้วนประกอบด้วยสารกัมมันตรังสีทั้งสิ้น หรือแม้แต่ในร่างกายของเราเอง ดังนั้น รังสีที่เราได้รับจากธรรมชาติ ถือว่ามีค่าต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์"



นายกิตติศักดิ์กล่าวถึงการป้องกันว่า ปัจจุบันสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตั้งสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีในอากาศ กระจายอยู่ในจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ จำนวน 8 สถานี ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา (กำลังติดตั้ง) ขอนแก่น อุบลราชธานี ตราด ระนอง สงขลา และกรุงเทพฯ

สำหรับประเทศไทย ถ้าตรวจพบปริมาณรังสีแพร่กระจายอยู่ในอากาศ มากกว่า 0.2 ไมโคร ซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ที่สถานีใด ก็จะส่งสัญญาณเตือนมาที่ศูนย์เฝ้าระวังทาง ปส.จะสืบสวนหาสาเหตุของการแพร่กระจาย แต่ถ้าเมื่อใดที่มีปริมาณรังสีสูงกว่า 1 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ถือว่าเริ่มอยู่ในระดับเตือนภัย และเตรียมพร้อมดำเนินการตรวจสอบว่ามีการฟุ้งกระจายของวัสดุกัมมันตรังสีหรือไม่

ถ้ามีการฟุ้งกระจายจะประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายจากรังสี โดยจะขอความร่วมมือให้อยู่แต่ในที่พักอาศัย ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หรืออพยพออกจากบริเวณที่มีความเสี่ยงจะได้รับรังสีสูง แล้วติดตามคำแนะนำเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ต่อไป

นายกิตติศักดิ์ชี้ว่า กัมมันตภาพรังสีทำอันตรายมนุษย์ได้หลายทาง แต่ส่วนใหญ่เป็นทางอากาศ ด้วยการสูดดม หรือหายใจฝุ่นกัมมันตรังสีเข้าไประบบทางเดินหายใจโดยตรง นอกจากนี้ ก็รับเข้ามาทางปาก หมายถึงการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี แต่สารเหล่านี้ไม่ดูดซึมผ่านทางผิวหนังโดยตรง แต่ถ้าปริมาณรังสีมากๆ จะทำลายผิวหนังไปเลย เหมือนร่างกายคนสมัยสงครามโลกที่โดนสะเก็ดระเบิดปรมาณู

"ส่วนสถานการณ์ในญี่ปุ่น หลายหน่วยงานวิเคราะห์แล้วว่า แม้แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของเมืองฟูกูชิมะจะหลอมละลายจริง กัมมันตภาพรังสีที่แพร่กระจายออกมา จะไม่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำ หรือทางอากาศ" นายกิตติศักดิ์กล่าว

ขณะที่นายอรรถโกวิทเสริมถึงสถานการณ์นิวเคลียร์ในญี่ปุ่นด้วยว่า ได้ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจของคนไทย ด้วยหวั่นวิตกจากรังสีว่าจะปนเปื้อนมาในชั้นบรรยากาศหรือไม่ ทางกระทรวงสาธารณสุขกังวลถึงเรื่องคนไทยในญี่ปุ่น ที่กำลังประสบปัญหาในตอนนี้ จึงส่งทีมแพทย์ไปช่วยดูแลทั้งในด้านสุขภาพจิตใจและการป้องกันรังสีในเบื้องต้น

นอกจากนี้ คนไทยที่กลับมาจากญี่ปุ่นจะมีทีมแพทย์คอยให้คำปรึกษา หากมีอาการป่วยทางรังสีจะจัดส่งให้ไปรักษาตัวที่ร.พ.ราชวิถี ร.พ.นพรัตน์ฯ และร.พ.เลิดสิน ส่วนคนไทยที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น ทางทีมกรมควบคุมโรคจะให้คำปรึกษาเช่นเดียวกัน

"ส่วนยาโพแทสเซียมไอโอดีน ที่เป็นเกลือชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติทำให้ต่อมไทรอยด์เกิดการอิ่มตัว เพื่อจะสามารถป้องกันไอโอดีนกัมมันตรังสี ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายนั้น ต้องกินก่อนได้รับรังสีจะเป็นผลดีที่สุด หรือหลังจากได้รับไม่ควรเกิน 6 ช.ม. ขนาดการรับยาก็ต้องขึ้นอยู่กับอายุของผู้รับประทาน ส่วนความเชื่อที่ว่าการใช้เบตาดีนมาทาตามท้องแขนนั้นไม่ได้ช่วยป้องกันได้" นายอรรถโกวิทกล่าวถึงวิธีป้องกัน

รศ.พ.ญ.ภาวนา ร่วมให้ข้อมูลทางการแพทย์ว่า ปัจจุบันนำรังสีและสารกัมมันตรังสีมาใช้งานต่างๆ เช่น ในทางการแพทย์ใช้ในการตรวจวินิจฉัย และบำบัดอาการโรคของผู้เจ็บป่วยจากโรคร้ายต่างๆ เช่น การฉายรังสีเอ็กซ์ การตรวจสมอง การตรวจกระดูก และการบำบัดโรคมะเร็ง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังใช้งานทางรังสีในกิจการอุตสาหกรรม การเกษตร และการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อาทิ การใช้รังสีตรวจสอบรอยเชื่อม รอยร้าวในชิ้นส่วนโลหะต่างๆ การใช้ป้ายเรืองแสงในที่มืด การตรวจอายุวัตถุโบราณ การถนอมอาหารด้วยรังสี และการฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือแพทย์

"แม้รังสีจะมีอยู่ล้อมรอบตัวเรา และมนุษย์ทุกคนก็สามารถใช้ประโยชน์จากรังสีได้ แต่รังสีก็นับได้ว่ามีความเป็นพิษภัยในตัวเองเช่นกัน รังสีมีความสามารถก่อให้เกิดความเสียหายของเซลล์สิ่งมีชีวิต และถ้าได้รับรังสีสูงมาก อาจทำให้มีอาการป่วยทางรังสีได้" อาจารย์ภาวนากล่าว

จากเวทีพูดคุยชี้ว่ารังสีมีทั้งโทษและประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ มีมาตรฐานสูง หาไม่แล้วประโยชน์ของมันจะกลายเป็นโทษมหันต์




จาก ................. ข่าวสด วันที่ 10 เมษายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
 


กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:15


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2025, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger